11 มิ.ย. 2018 วันนี้ไม่มีข่าวน่าสนใจจิงโจ้นิวส์จึงขอย้อนกลับไปนำบทความของสำนักข่าว SBS เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนนำมาเสนอ เป็นเรื่องราวของชายชาวมาเลเซียที่จำต้องตกมาเป็นผู้อยู่เกินวีซ่าโดยไม่ตั้งใจ นำมาเรียบเรียงใหม่ดังนี้
Raheem (นามสมมุติไม่ใช่ชื่อจริง) วัย 28 ปีปัจจุบันอาศัยอยู่ทางนครซิดนีย์ตะวันตก เขาเป็นหนึ่งในชาวมาเลเซีย 10,000 คนที่อยู่เกินวีซ่าในออสเตรเลีย
จากตัวเลขของกระทรวงกิจการภายในประเทศ (กระทรวงการเข้าเมืองเดิม) ในปี 2016-17 ชาวมาเลเซียยังคงเป็นเจ้าของสถิติผู้เข้ามาอยู่เกินวีซ่าสูงที่สุดในออสเตรเลียที่ประมาณ 10,000 คน ตามด้วยชาวจีนประมาณ 6,500 คนและสหรัฐอเมริกากว่า 5,000 คน ส่วนพวกเราคนไทยยังติดท็อปเท็นกับเขาเช่นเดิม โดยตามหลังสหราชอาณาจักร, อินโดนีเซีย, อินเดีย, เกาหลีใต้และเวียดนาม
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีนักกีฬาจากนานาชาติ 250 คนที่เข้ามาแข่งขันกีฬาคอมมอนเวลท์เกมส์ซึ่งเมืองโกลด์โคสต์เป็นเจ้าภาพแล้วไม่ยอมกลับประเทศ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 คนได้ยื่นขอสถานภาพผู้ลี้ภัยและอยู่ในขั้นตอนของผู้ถือวีซ่าชั่วคราวในระหว่างรอประเมินสถานภาพ (bridging visa) ส่วนอีกประมาณ 50 คนหายเข้ากลีบเมฆกลายเป็นผู้อยู่เกินวีซ่า
Raheem กล่าวถึงชีวิตการเป็นผู้อยู่เกินวีซ่าของเขาไม่สะดวกสบายนัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นตำรวจเดินมา เขาจะรู้สึกประสาทกิน, หวาดกลัว ถึงขั้นขาสั่นขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทีเดียว
เขาเดินทางเข้ามาออสเตรเลียด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว 3 เดือนเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา หลังจากเพื่อนของครอบครัวคนหนึ่งสัญญาว่าจะช่วยให้เขาได้วีซ่าทำงานสี่ปี โดยมีเงิน 2,000 เหรียญ (48,800 บาท*) เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน
แล้ว Raheem ก็เหมือนกับชนชาติอื่น ๆ ที่ถูกคนชาติเดียวกันแถมเป็นคนรู้จักกันหลอกให้มาตกระกำลำบากในออสเตรเลีย
เขาได้ขอยืนเงินมาจ่ายค่าเดินทางและให้กับสตรีที่เป็นเพื่อนของครอบครัวรายนี้ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ เขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าวีซ่าทำงานเป็นอย่างไร
เมื่อวีซ่าท่องเที่ยวของเขาครบสามเดือน เขาพยายามที่จะขอต่อวีซ่าออกไป แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่ต่อไปอย่างผิดกฎหมายการเข้าเมือง
เขาไม่ขับรถ เพราะเขาหวาดกลัวเกินไปที่จะไปสมัครขอใบขับขี่กับสำนักงานทางหลวงด้วยหนังสือเดินทางที่วีซ่าหมดอายุแล้ว และเมื่อเขาเจ็บป่วยเขาก็ไม่ไปหาหมอ แต่หาซื้อยามากินเอง
Raheem กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ SBS ว่า “ผมติดอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมต้องการเป็นอิสระจากมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้”
เขาไม่ต้องการเหมือนอย่างเช่นผู้อยู่เกินวีซ่าคนอื่น ที่อยู่ขุดทองต่อในออสเตรเลียอีกสองหรือสามปี แต่เขาต้องการกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถึงวันนี้ Raheem อยู่อาศัยในออสเตรเลียได้ 1 ปีเต็ม เขามีแผนที่จะกลับมาเลเซียภายในปีนี้ ทันทีเมื่อเขาสามารถคืนหนี้สินเงินกู้ที่เขายืมมาเพื่อวีซ่าทำงานที่เขาไม่เคยได้รับมัน
ปัจจุบันเขาทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่ร้านตกแต่งตัวถังรถยนต์ ซึ่งนายจ้างจ่ายค่าแรงเป็นเงินสด (ดูฟอร์มการทำงานแล้วนายจ้างน่าจะเป็นผู้อพยพจากเอเชีย และลูกค้าก็น่าจะเป็นกลุ่มผู้อพยพ) ซึ่งผู้เป็นนายจ้างก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่อย่างไม่ถูกต้อง
Raheem กล่าวว่า เขาไม่ต้องการถูกเจ้าหน้าที่มาจับตัวเขายัดเข้าศูนย์กักกัน Villawood เพื่อรอเนรเทศกลับประเทศ แต่เขาต้องการเดินทางกลับเองอย่างคนที่มีอิสรภาพ
ตอนที่เขามาออสเตรเลียเขาไม่รู้ถึงระบบการทำงานของวีซ่า และไม่รู้ด้วยว่าการถือวีซ่าท่องเที่ยวสามารถทำงานได้หรือไม่ได้ เพื่อนของครอบครัวบอกให้มาแล้วจะหาลู่ทางขอวีซ่าทำงานให้ เพราะมีงานมากมายรอเขาอยู่
ขณะนี้ Raheem มีแผนที่จะไปสถานทูตมาเลเซีย จากนั้นจึงมอบตัวเองให้กับเจ้าหน้าที่การเข้าเมือง แทนที่จะถูกจับในขณะพยายามเดินทางออกนอกประเทศผ่านสนามบิน
เขากล่าวว่า เขาได้รับบทเรียนราคาแพง และหวังแนะนำให้คนอื่นหลีกเลี่ยงการเผชิญกับสถานการณ์อย่างเขา
ในระหว่าง 2016-17 กระทรวงกิจการภายในประเทศทำผลงานกวาดล้างชาวต่างชาติอยู่เกินวีซ่าได้ทั้งสิ้น 15,885 คนทั้งหมดขณะนี้ได้ถูกเนรเทศออกนอกประเทศและส่วนหนึ่งยังถูกกักขังอยู่ตามศูนย์กักกันผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
ผู้ที่ถูกจับได้ว่าอยู่เกินวีซ่าจะเผชิญกับการถูกกักกัน, เนรเทศและถูกห้ามเข้าประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพ้นระยะสามปีแล้ว การขอวีซ่ากลับเข้ามาอีกจะไม่ง่ายนัก เพราะพวกเขากลายเป็นบุคคลที่มีประวัติไปแล้ว
หมายเหตุ * อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศในวันที่ 11 มิถุนายน 2018 เงิน 1 ดอลลาร์ออสเตรเลียเท่ากับ 76 เซนต์สหรัฐและ 24.40 บาท
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
Categories: ข่าวออสเตรเลีย, บทความทั่วไป

Leave a Reply