
น.ส. Joohee Han ขณะถูกพามาตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล Tully โปรดสังเกตเธอตัวเท่าลูกแหง่จริง ๆ : ภาพจากสำนักข่าวอเมริกัน (ไม่ทราบต้นฉบับ)
11 มิ.ย. 2018 ข่าวที่เลือกมาในวันที่ไม่มีข่าวสำคัญลำดับถัดไป เป็นข่าวของน.ส. Joohee Han ผู้รอดชีวิตจากการพลัดตกเหวนานถึง 6 วัน ข่าวนี้ไม่เพียงเป็นข่าวดังในออสเตรเลียและเกาหลีใต้ แต่ยังดังไปถึงยุโรปและสหรัฐทีเดียว
แบ็คแพ็คเกอร์สาวได้เล่าถึงการรอดชีวิตอย่างปาฎิหาริย์จากการติดอยู่ในหุบเหวลึกมีต้นไม้คุมหนาทึบ โดยบอกว่าเธอหวาดกลัวที่จะเคลื่อนย้ายจากจุดที่เธอพัดตกลงมา เพราะการก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวอาจทำให้เธอเสียชีวิตได้
น.ส. Joohee วัย 25 ปีผู้มีส่วนสูงเพียง 145 ซม.ได้เล่าถึงประสบการณ์ต่อสู้กับความตายหลังจากพลัดตกลงไปในหุบเหวลึกตรงจุด Scout Rock บนยอดเขา Mount Tyson ทางใต้ของเมือง Cairns
เธอติดอยู่ที่นั่น 6 วันโดยไม่มีอาหารรับประทานในอุณหภูมิใกล้จุดเยื่อแข็ง ในสภาพที่หน่วยช่วยชีวิตกล่าวว่า “โอกาสที่เธอจะชีวิตรอดอยู่ที่ใกล้ศูนย์”
Joohee กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้เธอรอดชีวิตอยู่ได้ก็คือฝันว่าได้นอนบนเตียงที่อบอุ่นและบิดามารดาของเธอที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ นอกจากนั้นยังนึกถึงอาหารที่เธอรับประทานเป็นประจำคือหมี่โกเร้ง (บะหมี่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย), ซีเรียลและกล้วยหอม และพยายามปลอบใจตัวเองให้ลืมเรื่องเลวร้ายด้วยการร้องเพลงโปรดของเธอซ้ำแล้วซ้ำอีก
Joohee ผู้ถือวีซ่าทำงาน-ท่องเที่ยวได้ทำงานที่ฟาร์มปลูกกล้วยหอม เธอใช้เวลาช่วงวันหยุดปีนขึ้นเขา Mount Tyson ตามลำพังตั้งวันที่ศุกร์ที่ 1 มิถุนายนก่อนที่จะพลัดตกลงไปในเหวในราวตอนเที่ยงของวันนั้น เธอหมดสติอยู่หลายชั่วโมง ตื่นขึ้นมาในเวลาค่ำพอดี และพบว่าจุดที่เธอหล่นลงมาอยู่บริเวณต้นทางน้ำตกที่ทำให้เธอมีน้ำดื่มพอประทังชีวิต
หุบเขาที่เธอตกลงมาชันมาก จนเธอไม่กล้าที่ขยับตัวไปที่อื่น เพราะหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตาย ตอนนั้นเธอคิดว่าเธอคงต้องตายแน่ๆ
แต่ยังมีหลายอย่างที่เธอต้องการทำ, เธอต้องการกินอาหาร และต้องการเห็นผู้คนที่รู้จักอีกครั้ง และก็คิดถึงบิดาและมารดามาก
ในช่วงเวลากลางคืนอุณหภูมิได้ลดลงเหลือ 9 องศาเซลเซียส และคิดว่าเธอคงต้องตายแน่นอน หากไม่เพราะอดอาหารตาย, ก็ขาดน้ำ หรือตายเพราะความกลัว หรือหนาวตาย
อันที่จริงมีนักท่องเที่ยวได้ยินเสียงเธอร้องขอความช่วยเหลือตั้งแต่วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายนแต่ผู้ได้ยินก็ไม่แน่ใจว่าเสียงตะโกนต้องการอะไร เพราะ Joohee มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างจำกัด
หลังจากเธอหายไป 5 วันเพื่อนที่อยู่ร่วมโรงแรม Tully Hotel (ไอ้พวกนี้ความรู้สึกช้ามาก) จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความคนหายในวันพุธที่ 6 พฤษภาคมหลังจากตำรวจเผยแพร่ข่าวคนหายออกไป ในวันพฤหัสฯที่ 7 มิถุนายนนักท่องเที่ยวที่ได้ยินเสียงจึงรีบให้เบาะแสกับตำรวจได้รับทราบ
เมื่อทราบตำแหน่งทีมหน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน, ตำรวจและทหารใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็พบเธอ หลังจากตามหาแบบแทบทั่วภูเขามาหลายวัน
ทีมหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินได้ให้ความช่วยเหลือ Joohee ด้วยการหย่อนสายสลิงจากเฮลิคอปเตอร์ ลงไปยังช่องหุบเขา

ภาพวิดีโอเจ้าหน้าที่กู้ภัยหย่อนสายสริงลงในเหว จะเห็นจุดสองจุดคือตำแหน่งของน.ส. Joohee Hee และเจ้าหน้าที่กู้ภัย : ภาพจาก ABC News ถ่ายภาพโดยจิงโจ้นิวส์

ภาพวิดีโอเจ้าหน้าที่กู้ภัยและน.ส. Joohee Han เริ่มถูกสายสลิงดึงขึ้นมา : ภาพจาก ABC News ถ่ายภาพโดยจิงโจ้นิวส์

ภาพวิดีโอเจ้าหน้าที่กู้ภัยและน.ส. Joohee Han ถูกดึงเข้ามาใกล้จะถึงเฮลิคอปเตอร์แล้ว : ภาพจาก ABC News ถ่ายภาพโดยจิงโจ้นิวส์
Joohee กล่าวว่า เมื่อเธอขึ้นมาอยู่ในเฮลิคอปเตอร์อย่างปลอดภัย และรู้ว่าเธอรอดชีวิตในที่สุด ตอนนั้นเธอมีความสุขมาก
เธอถูกนำส่งโรงพยาบาล Tully ด้วยอาการขาดน้ำและบาดเจ็บเล็กน้อย โดยมีฟันหน้าซีกหักหนึ่งซีก
ที่โรงพยาบาลเพื่อน ๆ แบ็คแพ็คเกอร์ร่วมทำงานที่ฟาร์มได้นำกล้วยหอม (คงไม่ต้องซื้อมั้ง) และโค้กกระป๋องมาเยี่ยม Joohee เพื่อนชายคนหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า เป็นสิ่งอัศจรรย์ของโลก ที่ผู้หญิงตัวเท่าลูกแหง่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฎิหาริย์ (ต้นฉบับเขาใช้ว่าตัวเล็กเท่าตุ๊กตาประดับสวนหรือ gnome)
Joohee กล่าวว่า เธอมีแผนที่จะกลับไปเกาหลีใต้เพื่อไปหาบิดามารดา, ให้สัมภาษณ์สื่อและทำฟันซีกที่หักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับมาออสเตรเลีย
สื่อฯจากค่าย The Guardian กล่าวว่าข่าวนี้ทางสำนักพิมพ์ได้ใช้งบประมาณสูงในการส่งผู้สื่อข่าวไปยังที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน ด้วยค่าใช้จ่ายและใช้เวลาในการเดินทางสูง เพราะเห็นว่าเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก
หมายเหตุ ท่านสามารถอ่านข่าวย้อนหลังได้ด้วยการกดคลิก “น.ส. Joohee Han” ที่ Tags ท้ายข่าวนี้
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
Categories: ข่าวออสเตรเลีย
Leave a Reply