นายกฯคนแรกของออสเตรเลีย “เอ็ดมันด์ บาร์ตัน” (ส่วนจบ)
ในปี ๑๘๗๗ เขาได้หันเหเข้ามาเล่นการเมืองของอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์ด้วยการลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติในเขตเลือกตั้งยูนิเวอร์ซิตี้ ครั้งแรกประสบความปราชัย แต่สามารถกลับมาชนะเลือกตั้งในเขตฯนี้ในปี ๑๘๗๙ ก่อนที่จะย้ายมาเป็นผู้แทนฯของเขตฯเวลลิงตันในปี ๑๘๘๐ และเขตฯอีสต์ซิดนีย์ในปี ๑๘๘๒
เมื่อเซอร์เฮนรี ปาร์ค (บิดาแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย) ได้นำเอาแนวความคิดในการรวมอาณานิคมต่าง ๆ บนทวีปออสเตรเลียเข้าเป็นประเทศภายใต้องค์พระราชินีแห่งบริเตนใหญ่เป็นประมุขที่เมืองเทนเตอร์ฟิลด์ในอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์ในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๑๘๘๙ การปราศรัยครั้งนั้นนำไปสู่การประชุมของมุขมนตรีของอาณานิคมต่าง ๆ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการรวมประเทศที่เมลเบิร์นในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๘๙๐ และที่ประชุมแห่งนี้ได้ลงมติให้มีการจัดประชุม “การจัดตั้งเครือรัฐออสเตรเลีย” หรือ “The Federal Convention” ขึ้น
การประชุมการจัดตั้งเครือรัฐออสเตรเลียเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนมีนาคม ๑๘๙๑ มีผู้แทนจากอาณานิคมทั้งหกแห่งและจากอาณานิคมนิวซีแลนด์เข้าร่วมประชุมจำนวน ๔๖ คน ซึ่งนายบาร์ตันเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนจากอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์
เมื่อรัฐบาลของเซอร์ปาร์คสูญเสียอำนาจในเดือนตุลาคมปี ๑๘๙๑ เขาได้ขอให้นายบาร์ตันเป็นผู้นำคนต่อไปในการผลักดันให้เกิดการรวมประเทศ
@@@@
ผมจะไม่ขอเอ่ยถึงเส้นทางการรวมอาณานิคมต่าง ๆ เป็นเครือรัฐออสเตรเลีย แต่ในที่สุดการรวมประเทศก็สำเร็จอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
หลังจากรัฐสภาบริเตนใหญ่ผ่านร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งเครือรัฐออสเตรเลียและสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรลงพระปริมาภิไธยรับรองในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๑๙๐๐
ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคมปีเดียวกันพระองค์ทรงแต่งตั้งลอร์ดโฮปทวน (Lord Hopetoun) อดีตผู้สำเร็จราชการอาณานิคมวิกตอเรียมาเป็นผู้สำเร็จราชการคนแรกของเครือรัฐออสเตรเลีย
ลอร์ดโฮปทวนเดินทางมาถึงออสเตรเลียในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๑๙๐๐ นายบาร์ตันเองไม่ใช่ทางเลือกของลอร์ดโฮปทวนในการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ในวันที่ ๑๙ ธันวาคมเขาได้มอบหมายให้นาย “วิลเลียม ลิน” (William Lyne) มุขมนตรีอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์เป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นบริหารประเทศ แต่เขาก็ประสบความล้มเหลวในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เนื่องจากผู้นำกลุ่มสนับสนุนเครือรัฐต่าง ๆ ไม่ยอมรับเขาเป็นผู้นำ
ลอร์ดโฮปทวนจึงต้องใช้หลักปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน ด้วยการเปิดทางให้นายบาร์ตันเป็นผู้จัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งเขาก็สามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้สำเร็จ โดยหนึ่ีงในจำนวนนั้นคือนายลินเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีถูกประกาศในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๑๙๐๐ จากนั้นลอร์ดโฮปทวนได้แต่งตั้งให้นายบาร์ตันเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการในวันที่ ๓๑ ธันวาคม
ในวันที่ ๑ มกราคม ๑๙๐๑ ลอร์ดโฮปทวนจึงประกาศการกำเนิดเครือรัฐออสเตรเลีย และเปลี่ยนสถานภาพของอาณานิคมต่าง ๆ เป็นรัฐ จากนั้นคณะรัฐมนตรีจึงสาบานตัวเขารับหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่สวนสาธารณะเซนเทนเนียลปาร์ค (Centennial Park) ในซิดนีย์ โดยมีนักร้องประสานเสียงจำนวน ๑๐,๐๐๐ คนร้องเพลง “แอดแวนซ์, ออสเตรเลียแฟร์” และเพลงนี้ต่อมาในปี ๑๙๗๗ ได้รับการประกาศให้เป็นเพลงชาติออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ
อีก ๒ เดือนเศษต่อมานายบาร์ตันก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม หลังจากประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม ๑๙๐๑ ด้วยการนำพรรค “โปรเทคชั่นนิสต์” กวาดที่นั่งส.ส. ๓๑ ที่นั่ง ตามด้วยพรรค “ฟรีเทรดเดอร์” ได้ ๒๘ ที่นั่ง พรรคเลเบอร์และพรรคเล็กอีกสองพรรคได้ส.ส.ที่เหลือ ๑๔ ที่นั่ง ทำให้นายบาร์ตันสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคเลเบอร์
ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปรากฎว่าพรรคฟรีเทรดเดอร์นำมาเป็นที่หนึ่งได้ที่นั่งส.ว. ๑๗ ที่นั่ง พรรคโปรเทคชั่นนิสต์ได้ ๑๑ ที่นั่งและพรรคเลเบอร์ได้ ๘ ที่นั่ง ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลของนายบาร์ตันจำเป็นต้องอาศัยเสียสนับสนุนจากพรรคเลเบอร์ในการผ่านกฎหมายสำคัญในสภาสูงเช่นเดียวกับในสภาล่าง
ในการจัดตั้งรัฐบาลนายบาร์ตันได้ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกิจกรรมภายนอกประเทศ
สำหรับรัฐสภาในขณะนั้นได้ใช้อาคารเอ็กซิบิชั่นบิวดิ่งในนครเมลเบิร์น โดยมีดยุคแห่งยอร์ค (ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าจอร์จที่ ๕) เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิด ทำให้เมลเบิร์นเป็นเมืองหลวงขัดตราทัพไปโดยปริยาย ก่อนที่จะมีการย้ายเมืองหลวง มาอยู่ที่แคนเบอร์ราอย่างเป็นทางการในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๑๙๒๗
@@@@
เมื่อมีประเทศก็ต้องมีธงชาติ รัฐบาลเครือรัฐออสเตรเลียได้เปิดโอกาสให้ประชาชนส่งผลงานร่วมแข่งขัน มีผู้ส่งแบบธงชาติเข้าประกวดทั้งสิ้น ๓๒,๘๒๓ แบบ แล้วในที่สุดก็ได้ธงชาติที่ชนะเลิศการประกวด ธงชาติถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสาอย่างเป็นทางการเหนืออาคารเอ็กซิบิชั่นในวันที่ ๓ กันยายน ๑๙๐๑
อย่างไรก็ตามธงชาติก็ยังมิได้รับการรับรองจากสหราชอาณาจักรจนกระทั่งปี ๑๙๕๔ จึงได้รับการยอมรับให้เป็นธงชาติออสเตรเลียอย่างเป็นทางการภายใต้พระราชบัญญัติธงชาติออสเตรเลียฉบับปี ๑๙๕๓
ในปี ๑๙๐๒ นายบาร์ตันได้เดินทางไปอังกฤษ และที่นั่นเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นชั้นอัศวินมีคำนำหน้าว่า “เซอร์”
เซอร์เอ็ดมันด์ บาร์ตันรับหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ ๒ ปีกับอีกเกือบ ๑๐ เดือนจึงลาออกในวันที่ ๒๔ กันยายน ๑๙๐๓ เนื่องจากเหตุผลทางด้านสุขภาพ จากนั้นเขาได้เป็นสมาชิกก่อตั้งศาลสูงแห่งออสเตรเลีย สถาบันแห่งอำนาจตุลาการสูงสุดของประเทศที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่
เซอร์เอ็ดมันด์ทำงานเป็นผู้พิพากษาศาลสูงเป็นเวลา ๑๖ ปีก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ ๗ มกราคม ๑๙๒๐ ที่เมดโดลว์บาท (Medlow Bath) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์
@@@@
ทีนี้ลองมาดูชีวิตนอกการเมืองของเซอร์เอ็ดมันด์กันบ้างครับ… ในวัยเด็กเขาถูกบรรดาเพื่อน นักเรียนเรียกว่า “โทบี้” เป็นผู้โปรดปรานการตกปลาและเล่นคริกเก็ต
เขามีความสามารถในการเล่นคริกเก็ตได้ดีจนกระทั่งเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการจัดการแข่งขันคริกเก็ตระหว่างรัฐ และในการแข่งขันระดับใหญ่ระหว่างทีมนิวเซาท์เวลส์กับทีมอังกฤษ XI (กีฬาคริกเก็ตมีอีกชื่อหนึ่งว่า Eleven) ในปี ๑๘๗๙ ซึ่งเขาได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการตัดสินอีกด้วย แต่การแข่งขันต้องสะดุดด้วยเหตุจลาจล
ในปี ๑๘๐๗ เขาพร้อมกับทีมคริกเก็ตของมหาวิทยาลัยเดินทางไปแข่งขันที่เมืองนิวคาสเซิล สมุดบันทึกประจำวันในเวลานั้นเขียนไว้ว่า “เจนนี่ รอสส์ช่างสวยงามมาก, เสียงเพลงของเธอไพเราะเหมือนนก เธอช่างน่ารักอะไรเช่นนี้” และอีก ๗ ปีต่อมาในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๑๘๗๗ นายบาร์ตันก็ได้เข้าพิธีสมรสกับน.ส.เจน มาสัน รอสส์บุตรสาวคนสวยของวิศวกรผู้มั่งคั่งที่โบสถ์เพรสไบทีเรียน ถนนวัตต์ในเมืองนิวคาสเซิล เขาและภรรยามีบุตรชาย ๔ คนและบุตรสาว ๒ คน
เซอร์เอ็ดมันด์โปรดปรานการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย และชอบที่จะนั่งร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนสนิท ด้วยอาหารดี ๆ และดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องทั้งวัน
เขาเป็นคนชอบชมอุปราการ โดยเฉพาะละครของเช็คสเปียร์ และการชมโอเปร่า อีกทั้งยังโปรดปรานเพลงคลาสสิกและงานศิลปะ
ครั้งหนึ่งในช่วงที่เซอร์เอ็ดมันด์อยู่ในระหว่างพักฟื้นจากกระดูกข้อเท้าหัก มีผู้รายงานข่าวว่าเขาได้ดื่มเหล้ารัมและนมสดก่อนอาหารเช้า ดื่มเหล้าเชอร์รี่ในช่วงอาหารตอนสาย ดื่มเบียร์หรือสเตาท์ในช่วงอาหารกลางวัน ดื่มวิสกี้ในตอนบ่าย ดื่มไวน์ตอนอาหารค่ำ ดื่มลิเคอร์บรั่นดีในระหว่างอาหารมื้อดึก และดื่มเหล้าสปิริตผสมโซดาในเวลาตี ๒
เซอร์เอ็ดมันด์เป็นคนทำงานหนัก แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยสนใจในรายละเอียด เป็นคนเรียบง่ายที่ไม่กระตือรือร้น และไม่ค่อยตรงต่อเวลา โดยเฉพาะความเป็นนักดื่มที่ไม่เคยเมาและไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ร้อนกับใคร จึงถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาเพิ่มเติมฉายาเดิมว่า “ทอสสปอต โทบี้” (tosspot หมายถึงขี้เมา, นักดื่ม toby ชื่อเปรียบเทียบอย่างตาสีตาสาบ้านเรา สำหรับเรียกคนใสซื่อน่าคบ, เพื่อนที่ดี)
เซอร์เอ็ดมันด์เป็นคนรักครอบครัว เขามักชอบพาครอบครัวไปพักผ่อนท่องเที่ยวเสมอ ๆ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดฤดูร้อนที่แทสมาเนีย
เซอร์เอ็ดมันด์เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนด้วยโรคหัวใจวาย ในขณะพาครอบครัวไปท่องเที่ยวที่บลูเมาเทนส์ ในวันที่ ๗ มกราคม ๑๙๒๐ เขาเสียชีวิตภายในห้องน้ำของโรงแรมไฮโดรแมเจสติกโรงแรมระดับห้าดาวที่เมดโดลว์ในบลูเมาเทนส์
ศพของเขาได้รับการจัดอย่างสมเกียรติตามรัฐพิธีที่วิหารเซนต์แอนดรูว์คาทิดรัลในซิดนีย์ และร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่ส่วนของเชิร์ชออฟอิงแลนด์ในสุสานเซาท์เฮด…….พบกันใหม่ฉบับหน้า
.
Categories: บทความ ตามใจฉัน






Leave a Reply