นักวิทยาศาสตร์ออสซี่ยืนยันชาวโลกจะเห็นเสือแทสเมเนียภายในปี 2036

ศ. Andrew Pask ถือหัวกะโหลกของเสือแทสเมเนียที่เก็บรักษาไว้ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ที่นำมาใช้ในการถอดรหัสจีโนมทั้งหมดของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วนี้ ที่มา : เครดิตภาพ AAP

15 ก.ย. 2026 นักวิทยาศาสตร์หวังจะแกะรอยเสือแทสเมเนียด้วยเส้นทางรหัสพันธุกรรม กำลังอยู่บนเส้นทางใกล้ความจริงในการสร้างไทลาซีน (Tasmanian tiger) ให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ ก่อนจะถึงวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการตายของเสือแทสเมเนียตัวสุดท้าย

ด้วยการใช้พันธุศาสตร์ขั้นสูง นักวิทยาศาสตร์จากนานาประเทศกำลังร่วมมือกันเพื่อทำให้สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องในตำนานกลับคืนมาจากความสูญพันธุ์

สัปดาห์นี้ถือเป็นวันครบรอบ 90 ปีการตายของเสือแทสเมเนียตัวสุดท้ายนครโฮบาร์ต เมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1936

สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องซึ่งเคยเป็นสัตว์นักล่าอันดับสูงสุดยนแผ่นดินใหญ่ของออสเตรเลีย ได้สูญพันธุ์ไปโดยน้ำมือของนักล่าชาวยุโรป ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย และจากโรคภัยไข้เจ็บ

นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจีโนม (ข้อมูลพันธุกรรม) ที่สมบูรณ์ของไทลาซีนได้สำเร็จแล้ว โดยอาศัยซากชิ้นส่วนของพวกมันที่เก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑ์และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นคืนชีพเสือแทสเมเนียให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นทำให้ศาสตราจารน์ Andrew Pask หัวหน้านักพันธุศาสตร์ประจำโครงการจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (MU) มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสือแทสเมเนียที่ยังมีชีวิตอยู่จะกลับมาเดินบนโลกนี้ได้อีกครั้งในปี 2036

เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา เขาได้ร่วมมือกับบริษัท Colossal Biosciences ในสหรัฐอเมริกา และในตอนนี้ทีมวิทยาศาสตร์ทีมใหญ่กำลังมุ่งมั่นที่จะชุบชีวิตเสือแทสเมเนียให้กลับคืนมา โดยเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปมากและกำลังข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ

ศ. Pask กล่าวว่า ในปัจจุบันการวิศวกรรมและการตัดต่อพันธุกรรมสามารถทำได้ในวงกว้าง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเขาเป็นผู้ผลิตผลงานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่นำยีนส์ของเสือทัสมาเนีย (Thylacine) ไปใส่ในหนูและทำให้มันทำงานได้สำเร็จ”

jingjonews ขออนุญาตแอบเสนอข่าวเพียงเท่านี้เพื่อกันห่างเหิน ก่อนกลับมาเสนอข่าวเต็มบูบแบบอีกใน ๑๕ วัน



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , ,

Leave a Reply

Discover more from jingjonews

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading