
นาง Fiona Emery คนรุ่น Generation X กล่าวว่าเธอไม่มีแรงกดดันในเรื่องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยเหมือน Generation Y คนรุ่นลูกของเธอ : ภาพป๊อปอาร์ตโดยจิงโจ้นิวส์
12 ก.พ. 2023 จิงโจ้นิวส์จำได้ว่าเคยเขียนบทความในหัวข้อ “ยุคประชาผาสุก” โดยเอาข้อมูลมาจากบทความการศึกษาในออสเตรเลียเขาระบุไว้ว่าอยู่ในรุ่น ‘baby boomers’ คือช่วงของคนที่เกิดระหว่างปี 1946 ถึง 1964 เป็นยุค ‘ประชาผาสุก’ #พวกเขาเติบโตขึ้นมาพบกับค่าครองชีพและปัจจัยในการดำรงชีวิตไม่สูง ขโมยขโจรไม่มี คนในยุคนี้ยังโอ้อวดว่า “สามารถเปิดประตูบ้านทิ้งไว้แล้วไปไหนต่อไหนสักสัปดาห์กลับมาทุกอย่างเหมือนเดิม”
เป็นยุคที่ผู้จบการศึกษาไม่ต้องเป็นหนี้ HECS ใช้กันตั้งแต่หนุ่มยันเกษียณเหมือนคนยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ระบบสาธารณสุขของประเทศดีที่สุดในโลก
จิงโจ้นิวส์ยังจำได้ว่าเมื่อมาอยู่ออสเตรเลียใหม่ ๆ นักการเมืองยังคุยโวโอ้อวดว่าระบบสาธารณสุขของประเทศดีที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นคำพรรค์นี้ค่อย ๆ จางหายไป นักการเมืองคนใดเอามาพูดอีกก็จะถูกตราหน้าว่า เป็นคนพูดเท็จ
ส่วนยุคประชาผาสุกในประเทศไทยจิงโจ้นิวส์เคยเขียนเอาไว้ว่า เป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการทึกทักอย่างไม่มีหลักการ ด้วยการเอาบันทึกชีวิตของคนในยุคนั้นจากหนังสือหัสนิยายพล-นิกร-กิมหงวนมายำ เป็นยุคที่ข้าราชการชั้นผู้น้อยสามารถเอาตัวรอดอยู่ได้เดือนชนเดือน แถมยังมีเงินเหลือพอที่จะเลี้ยงเหล้าเพื่อน ๆ อีก, ค่าอาหารมื้อหนึ่งก็ไม่กี่สตางค์ ชาวสยามกินดีอยู่ดีก่อนที่จะเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’ หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
ถ้ามีโอกาสจะไปค้นเอาบทความทั้งสองเรื่องมานำเสนอครับ

ข่าวออนไลน์สำนักข่าว ABC วันที่ 12 ก.พ. 2023 พาดหัวข่าว ‘ยุค 80s ดีกว่า’ : สิ่งที่คนในยุค Generation X ต้องการให้คนยุค Millennials รับรู้
ล่าสุดสำนักข่าว ABC ได้นำเสนอบทความข่าวถึงคนในยุค 1980s ออกมาเล่าถึงชีวิตของคนรุ่น Gen X ให้คนหนุ่มสาวในปัจจุบันซึ่งก็คือคนรุ่น Millennial หรือ Gen Y ให้ได้อิจฉา
คนในรุ่น Gen X หรือผู้ที่เกิดในปี 1965 ถึง 1980 ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในยุคของเขา ผ่านประสบการณ์ของนาง Fiona Emery ดังนี้
นาง Emery กล่าวว่าเมื่อเธอและสามีแต่งงานกันใหม่ ๆ ในปี 1988 ได้ซื้อแฟลตที่ย่าน Newport นครเมลเบิร์นในราคา 65,000 เหรียญ (มูลค่าปัจจุบันน่าจะราว 700,000 เหรียญเทียบจากราคาแฟลตแถวบ้านจิงโจ้นิวส์ซึ่งราคานี้หาซื้อไม่ได้แล้ว)
ในช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 17% (ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยช่วงนั้นอาจพอจำได้ว่าเงินฝากประจำบางธนาคารให้ดอกเบี้ยสูงถึง 15% ทีเดียว จนมีคำพูดในหมู่คนมีเงินว่า “ฝากเงินไว้กินดอก”)
ในตอนนั้นนาง Emery คุณครูบรรจุใหม่และสามีไม่มีเงินสดและไม่มีเงินออม ยังเป็นคนหนุ่มสาวเพิ่งก่อร่างสร้างครอบครัว แต่ทั้งสองก็เอาตัวรอดมาได้ เหมือนอย่างคนในยุคนั้น (รวมถึงในประเทศไทยและทั่วโลก)
แต่ในยุคปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อบ้านชนิดผันแปรทยานขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 5.84% ก็ทำให้ผู้กู้หลายคนมีปัญหาไม่สามารถผ่อนชำระธนาคาร
อีกสามทศวรรษต่อมา นาง Emery ได้ขายแฟลตและซื้อบ้านใหม่ที่ Ballarat โดยกู้จำนองเพิ่มในวงเงินเล็กน้อย ทำให้เธอไม่กระทบกระเทือนใด ๆ กับการผ่อนชำระเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ย 5.84%
แต่เรื่องการมีบ้านของเธอเป็นคนละเรื่องกับลูกๆ สามคนของเธอ ซึ่งมีอายุระหว่าง 19 ถึง 27 ปี เพราะการมีบ้านเป็นของตนเองเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญกว่าคนในยุคของเธอมาก
เธอกล่าวว่า เมื่อเธอซื้อบ้านหลังแรกเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ราคาบ้านเป็น 1.5 เท่าของเงินเดือนรวมกันระหว่างเธอกับสามี (แสดงว่าตอนนั้นเธอและสามีมีเงินเดือนรวมกันประมาณปีละ 43,300 เหรียญ หรือเดือนละ 3,600 เหรียญ)
ลูกชายคนหนึ่งของเธอเพิ่งซื้อบ้านที่ Ballarat ด้วยราคาบ้านเป็น 4.5 เท่าของรายได้ต่อปีของเขา (แสดงว่าบุตรชายของเธอมีรายได้สูงกว่าอัตรารายได้เฉลี่ยมาก)

(หมายเหตุ อัตราราคาบ้านต่อรายได้ในออสเตรเลียก่อนไวรัส COVID-19 หรือในปี 2019-20 อยู่ที่ 13.6 เท่าของรายได้ต่อปี ในช่วง COVID-19 ระบาดและเกิดสงครามยูเครนในปี 2022 อยู่ที่ 10.5 เท่าของรายได้ โดยคาดว่าราคาบ้านภายในปี 2024 จะลดลงเหลือประมาณ 8 เท่าของรายได้) อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจกึ่งถดถอย
(หมายเหตุ มีนักเศรษศาสตร์จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการนำเอาราคาบ้านต่อรายได้ของคนในแต่ละยุคมาเปรียบเทียบกัน)
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com (งดใช้ชั่วคราว)
Categories: ข่าวออสเตรเลีย
Leave a Reply