แกะอดีตจากหัสนิยายพล-นิกร-กิมหงวน ตอน ๔๓ คดีฆ่ายัดกล่อง

บทความตามใจฉัน : แกะอดีตจากหัสนิยายพล-นิกร-กิมหงวน ตอน ๔๓ คดีฆ่ายัดกล่อง

โดยไม้ซีกขีด

บทความตามใจฉัน แกะอดีตจากหัสนิยายพล-นิกร-กิมหงวน ตอน ๔๓ คดีฆ่ายัดกล่อง ในนสพ.ไทย-ออสนิวส์

เนื่องจากวันนี้ไม่มีข่าวน่าสนใจ ผมจึงขออนุญาตนำบทความ “ตามใจฉัน” ของไม้ซีกขีด ซึ่งอนุญาตให้จิงโจ้นิวส์นำพิมพ์เผยแพร่ได้ เป็นบทความตามใจฉันตอนที่ 600 ตอนนี้นำมาจากหัสนิยายพล-นิกร-กิมหงวน 1 ใน 100 หนังสือที่คนไทยควรอ่าน พิมพ์ครั้งแรกในหนังสืมพิม์ไทย-ออสนิวส์ในเดือนกุมภาพันธ์ปีคศ. 2013 ดังนี้ครับ

@@@

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ตามใจฉันฉบับนี้ ผมขอนำเรื่องแกะอดีตจากหัสนิยายพลนิกรกิมหงวน มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหลังจากไม่ได้นำเสนอมาเกือบปี เพราะโดนหลานชายคนรองแซวว่า ได้อ่านตามใจฉันทุกตอนยกเว้นเรื่องจากพลนิกรกิมหงวน ถ้าไม่มีอะไรอ่านจริง ๆ จึงทนอ่าน   เล่นเอาผมต้องหยุดเขียนไปนานพอสมควร   ..ก็จิ้งจกทักคนโบราณเขายังฟัง   นี่หลานชายตัวโต ๆ แซวเท่านั้น เล่นเอาความมั่นใจของผมหายไปเลย

ปกพล-นิกร-กิมหงวนตอน “พญาหมี”

ผมนึกที่จะเขียนเรื่อง “คดีฆ่ายัดกล่อง” ขึันมาเมื่อผมไปหยิบหัสนิยายสามเกลอขึ้นมาอ่านแก้เซ็งเล่นหนึ่ง สุ่มหยิบขึ้นมาได้ตอน “พญาหมี” เป็นเหตุการณ์ระหว่างปลายเดือนมีนาคมแต่ไม่เกินวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕) เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ผู้จัดการฟาร์มสี่สหายที่อำเภอปากช่องถูกเสือริดฆ่าตายอย่างทารุณ แล้วยัดศพใส่กล่องส่งมาให้คณะสี่สหายที่กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นวิธีการฆาตกรรมที่สะเทือนขวัญโหดร้ายที่สุดของสังคมเมืองไทยในปีพ.ศ.นั้น

ทำให้ผมคิดว่าน่าจะนำเรื่อง “ฆ่ายัดกล่อง” คดีสะเทือนขวัญเมื่อเกือบ ๕๐ ปีที่แล้ว มาเล่าสู่กันฟัง ความห่างเหินจากพลนิกรกิมหงวนมาพอสมควร   ทำให้ผมต้องเสียเวลาค้นเรื่อง   แต่ก็พอหาตอนที่คุณป. อินทรปาลิตผู้แต่งสอดแทรกเรื่องราวของคดีฆ่ายัดกล่องในหัสนิยายของท่านได้สามตอน รวมตอนพญาหมีด้วย ผมจึงขอนำเสนออีกสองตอนดังนี้

ตอนต่อมาที่พบคือตอน “เจมส์เผือก” เป็นเหตุการณ์เดือนกันยายน ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕) เป็นตอนที่เสี่ยหงวนในฐานะ “เจมส์ เผือก” และคณะถูกว่าจ้างโดยนักธุรกิจคนหนึ่งที่ถูกอ้ายเสือเชาว์วายร้ายเจ้าของฉายา “เจมส์บอนด์”

ชู้รักของภรรยา ขโมยเงินเพชรพลอยและของมีค่าหลบหนีไปพร้อมภรรยา   เขาต้องการให้เจมส์เผือกและคณะตามหาอ้ายเสือเชาว์เพื่อต้องการพระกริ่งปวเรศร์คืนมา ส่วนภรรยาและสมบัติอื่น ๆ ไม่ติดใจเอาคืน

คณะสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ สืบทราบว่าอ้ายเสือเชาว์พาสมุนหลบหนีไปกบดานอยู่ที่โรงแรมใดโรงแรมหนึ่งแถวหัวลำโพง จึงเตรียมแผนที่จะลงมือเด็ดปีกอ้ายเสือเชาว์ดังตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

‘…….นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

“คุณพ่อเอาแน่โว้ย เมื่อเช้าท่านซ้อมเตะปี๊บไกลตั้งสามเมตรว่ะ ถ้าอ้ายเชาว์ถูกท่านเตะก็คงง่อยกระรอกไปเหมือนกัน ไม่มีปัญหาถ้าพบไอ้เชาว์ก็จะฆ่าใส่ยัดกล่องส่งไปเชียงใหม่

พลมองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

“ส่งไปที่อื่นไม่ได้หรือ ทำไมถึงต้องส่งไปที่เชียงใหม่ด้วย”

“อ้าวก็ฆาตกรใส่กล่องรายแรกเขาทำมาอย่างนั้น เราก็ต้องเอาอย่างเขาซีวะ ส่งไปที่เมืองอื่นก็ไม่ตื่นเต้น”……’

หัสนิยายสามเกลอตอน “เจอส์เผือก” ยังบอกให้ทราบถึงสภาพหัวลำโพงในปี ๒๕๐๘ ว่ามีโรงแรมรอบสถานีรถไฟหัวลำโพงกว่าสิบแห่ง และยังบันทึกถึงเหตุการณ์โรงแรมส่วนหนึ่งตกเป็นเหยื่อพระเพลิงจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตรอกสลักหิน เมื่อเร็ว ๆ นี้ (ปี ๒๕๐๘)

สวนเรื่องเจมส์บอนด์ที่เข้ามาฉายเมืองไทยในช่วงนั้นน่าเป็นเวอร์ชั่น “โกล์ดฟิงเกอร์” (Goldfinger) หรือมีชื่อไทยว่า “จอมมฤตยู ๐๐๗” มีฌอน คอนเนอรีเป็นเจมส์บอนด์ครับ

@@@@

ปกพล-นิกร-กิมหงวนตอน “ฆ่าเมีย”

ตอนต่อมาเป็นตอน “ฆ่าเมีย” ซึ่งเป็นเหตุการณ์วันเสาร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๘ กล่าวถึงการฆ่ายัดกล่องไว้หลายหน้าไว้ด้วยกัน   จุดเริ่มต้นกล่าวถึงนวลลออสืบทราบมาได้ว่าเทพินทร์เด็กสาวที่มีหวังครองตำแหน่งนางสาวไทย

ประจำปีพ.ศ. ๒๕๐๗ ถึง ๑๐๐ เปอร์เซนต์ แต่ก่อนวันประกวดเพียงสองสามวัน หล่อนเกิดเจ็บป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบเข้าประกวดไม่ได้   ทำให้อภัสรา หงสกุลคว้ามงกุฏเพชรไปครอง

จากนั้นอาเสี่ยกิมหงวนก็รับเทพินทร์เข้าทำงานที่ธนาคารของเขาเดือนละ ๘๐๐ บาทโดยไม่ต้องทำอะไรนอกจากไปเป็นเพื่อนกินข้าวกลางวัน วันเกิดเหตุนวลลออจับได้ว่าเมื่อวานกิมหงวนพาเทพินทร์ไปเที่ยวบางปู แล้วเดินหมดเรี่ยวหมดแรงกลับเข้าบ้านในวันรุ่งขึ้น ในขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารมื้อเช้า เธอได้พูดว่า

‘… “ประเดี๋ยวแม่ฆ่ายัดกล่องส่งไปเชียงใหม่เสียหรอก ไปขึ้นไปพูดบนห้องเราเดี๋ยวนี้”……’

ผลออกมาว่ากิมหงวนถูกเซ้อมสะบัดสะบอม และในตอนบ่ายของวันเสาร์เช่นกัน นวลลออนอนพักอยู่กับบ้านเพราะปวดศีรษะ จึงไม่ออกไปเที่ยวตลาดนัดสนามหลวงกับคุณหญิงวาดและอีกสามสาว   กิมหงวนจึงสบช่องคิดสังหารภรรยา   เขาย่องเข้ามาในห้องนอน ดังบรรยายไว้ในหนังสือดังนี้

‘…ครั้นแล้วอาเสี่ยก็ก้มลงยกกล่องทีวีขนาด ๒๑ นิ้วขึ้น มีเชือกไนลอนผูกรอบกล่องช่วยให้อาเสี่ยยกหิ้วเดินเข้าไปในห้องของเขาอย่างสบาย กล่องโทรทัศน์กล่องนี้เขานำมาจากห้องพระ และตั้งใจว่าหากเขาสังหารโหดนวลลออได้แล้ว เขาจะเอาศพหล่อนยัดลงกล่องนี้ส่งไปต่างจังหวัด อันเป็นกรรมวิธีเดียวกับฆาตกรโหดที่ฆ่าเด็กชายกิมบั๊ก เด็กนักเรียนผู้น่าสงสาร ซึ่งเป็นคดีคึกโครมที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้….’

เรื่องนี้จบลงที่กิมหงวนคิดทำอะไรแผลง ๆ เล่น เป็นเรื่องชวนหัวไม่ได้คิดฆ่าเมียจริงจัง  เพราะผู้แต่งกำหนดให้เขาเป็นคนรักภรรยาและกลัวภรรยาเป็นชีวิตจิตใจ     หัสนิยายตอนนี้บอกให้ทราบถึงเหตุการณ์ฆ่ายัดกล่องเด็กนักเรียนชื่อกิมบั๊ก ซึ่งเป็นคดีคึกโครมที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น

ปกพลนิกรกิมหงวน ตอน “ฆ่าใส่กล่อง”

ผมเชื่อว่าหัสนิยายสามเกลอที่เขียนในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๐๘ ยังมีเอ่ยถึงคดีฆ่ายัดกล่องอีก โดยเฉพาะในตอน “คดีฆ่าใส่กล่อง” แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ ผมหาตอนเหล่านี้อ่านไม่ได้

คดี “ฆ่ายัดกล่อง” ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญที่สุดของสังคมไทยในปี ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕)   ทีนี้ความเป็นมาของคดีนี้เป็นอย่างไรมาอย่างไร   ผมเปิดอินเทอร์เน็ตดูแล้วมีนับร้อยเว็ปไซท์   แทบทุกเว็ปไซท์คัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกันคือจากหนังสือนักโทษประหารโดย “เปี๊ยก จักรวรรดิ” ของ สำนักพิมพ์ไพลิน แล้วก็ “คดีปริศนา ฆ่ายัดกล่อง” ของอ.เจริญ ตันมหาพรานจากสำนักพิมพ์เดียวกัน     ผมไม่สามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นได้ อีกทั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสใหม่ของบริษัทที่ผมใช้บริการ เพิ่งทำการอัพเดทการเข้าเว็ปไซท์ มันทำหน้าที่กลั่นกรองการเข้าเจาะลึกเว็ปไซท์จำนวนมากออกไป จนผมสามารถรับรู้ถึงอุปสรรคที่เพิ่มขึ้นในการหาข้อมูล   ผมจึงขออาศัยข้อมูลเท่าที่ค้นได้มาสุรุปโดยย่อครับ

@@@@

เหตุการณ์ฆ่ายัดกล่องถือเป็นคดีดังที่เกือบจะทำให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงของผู้เสียชีวิตกลายเป็นแพะรับบาปเหมือนคดีดังในอดีต ที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานถูกกดดันจากผู้บังคับบัญชาเบื้องบน ให้เร่งปิดคดี ทำให้สะเพร่าจับผิดตัว และเห็นว่าไหน ๆ สื่อมวลชนก็ลงข่าวคึกโคมแล้ว   เลยสร้างหลักฐานหมัดตัวให้เป็นแพะรับบาป อย่างเช่นคดีซีอุย (หลีอุย แซ่อึ้ง) ปี ๒๔๗๐ (ค.ศ.๑๙๒๗) เหยื่อกว่าครึ่งหนึ่งเขาไม่ได้เป็นคนสังหาร

คดีนวลฉวี (นวลฉวี เพชรรุ่ง) ปี ๒๕๐๒ (ค.ศ. ๑๙๕๙) เป็นอีกคดีหนึ่งแห่งการสร้างหลักฐานประกอบการจับกุมมือสังหารก่อนเสียชีวิตรับว่าผู้จ้างวานฆ่าไม่ใช่หมออธิป สุญาณเศรษฐกร ส่วนหมออธิปหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษก็ปฏิเสธที่จะพูดถึง ถือเป็นคดีเต็มใจเป็นแพะคดีหนึ่ง

คดีเชอร์รี่แอน ( เชอร์รี่แอน ดันแคน) ปี ๒๕๒๙ (ค.ศ. ๑๙๘๖) ถือเป็นคดีเดียวที่ผู้ต้องหาทั้ง ๖ คนได้รับการพิสูจน์ว่า ถูกตำรวจสร้างหลักฐานการจับกุม จนกลายเป็นตำนานของคดีแพะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย

หรือแม้แต่คดีตี๋ใหญ่ (กรประเสริฐ ช่างเขียน) จอมโจรปล้นฆ่าชื่อดังที่ออกอาละวาดในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๑๖ ถึง ๒๕๒๔ เรื่องราวการก่อคดีของเขาในแฟ้มประวัติอาชญากรรมก็ถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริงเช่นกัน

แต่คดีฆ่ายัดกล่องเป็นคดีไม่ซับซ้อน สามารถจบลงได้อย่างรวดเร็ว จึงจับไม่ผิดตัว   หากคนร้ายฉลาดกว่านี้ และไม่ทิ้งหลักฐานอย่างโจ๋งครึ่ม     คดีนี้อาจจะมีแพะเกิดอีกคดีหนึ่งก็ได้ครับ

คดีฆ่ายัดกล่องเริ่มปะทุสู่สังคมไทยในเวลาหลังอาหารเที่ยงของวันพฤหัสฯที่ ๔ กุมภาพันธุ์ ๒๕๐๘ (พ.ศ. ๑๙๖๕) ที่หน้าโกดังสินค้าโรงงานยาสูบตรงข้ามสถานีรถไฟเชียงใหม่   ขณะลำเลียงสิ่งของจากโบกี้รถไฟที่เพิ่งมาจากกรุงเทพฯ

นายศักดิ์และนายหลวงคนงานขนถ่ายสินค้าซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำหน้าที่ของพวกเขา ได้กลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง จึงเที่ยวตรวจค้นดูพบกล่องกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่มีเชือกผูกมัดแน่นวางไว้ด้านในสุดของโบกี้รถไฟ คือที่มาของกลิ่นเหม็นเน่า

ผมขออนุญาตเสริมสักนิดหนึ่งเว็ปไซท์จำนวนไม่น้อยระบุว่าเป็นกล่องเครื่องดื่มกระทิงแดง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะโรงงานกระทิงแดง หรือ Red Bull ที่ครองตลาดเครื่องดื่มชูกำลังทั่วโลกในปัจจุบัน เพิ่งก่อตั้งโรงงานผลิตเล็ก ๆ ในปี ๒๕๑๘ (ค.ศ. ๑๙๗๖) หรืออีก ๑๐ ปีต่อมา

ทั้งสองพบว่าก้นกล่องกระดาษอยู่ในสภาพเปียกชื้น   นายศักดิ์และนายหลวงจึงช่วยกันยกกล่องกระดาษออกมาจากโบกี้รถไฟ   ด้วยความสงสัยจึงแง้มฝากล่องออกพอเอามือล้วงเข้าไปพบภายในอัดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และมีพลาสติกห่อสิ่งที่ส่งกลิ่นเหม็น

ในเวลา ๑๔.๐๐ น. นายปอช่วย แซ่อึ้งผู้จัดการบริษัทรุ่งเรืองขนส่งเชียงใหม่ ผู้เช่าโบกี้รถไฟดังกล่าวเดินทางมาถึงที่โกดัง เขาได้รับรายงานจากลูกจ้างทั้งสองถึงสิ่งผิดปกติ   นายปอช่วยจึงสั่งให้แก้เชือกเปิดดู พบมีไม้ระแนนวางไว้เป็นแนวขวางเพื่อป้องกันไม่ให้กล่องบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง ด้านบนอัดด้วยแกลลอนใส่น้ำมันและหนังสือพิมพ์ จากนั้นจึงพบถุงพลาสติกสีแดงขนาดใหญ่ ภายในบรรจุชิ้นส่วนของมนุษย์ที่ถูกหั่นเป็นชิ้นยัดใส่อยู่

ถึงช่วงนี้ข้อมูลจากเว็ปไซท์บางเว็ปอ้างว่านายพันตำรวจตรี (ยศในขณะนั้น) คนหนึ่งเป็นเจ้าของคดี ผมสอบทานข้อมูลดูจึงทราบว่านายตำรวจผู้นี้ยังรับราชการในยศพ.ต.อ.อยู่ที่เชียงใหม่   จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายพ.ต.ต.ในขณะนั้นจะทำงานต่อมาอีก ๔๘ ปีจนได้ยศพ.ต.อ.ในปัจจุบัน

ข้อมูลที่เป็นไปได้สำหรับร้อยเวรผู้ทำคดีในขณะน่าจะเป็นร.ต.อ.สมาน คงเมือง (ปัจจุบันคือพล.ต.ต.สมาน คงเมือง อดีตส.ว.เชียงใหม่) เดินทางมาร่วมมือกับพ.ญ.บุญทวี จันทร์วงศ์ แพทย์เวรเพื่อการชันสูตรศพ

ผลการชันสูตรศพออกมาว่า ผู้ตายเป็นเด็กชาย ตัดผมสั้นเกรียนแบบนักเรียน นุ่งกางเกงสีดำ สวมเสื้อคอกลมสีขาว ได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะจนเส้นผมหลุดหายไปเป็นกระจุก ๆ   ที่รอบคอมีรอยเชือกปรากฎให้เห็น และพบแหวนทองลงยาหัวหลุดสวมที่นิ้วกลางระบุชื่อร้าน “ฮั่วเซ่งเฮง” เป็นภาษาจีน พบว่ากล่องกระดาษยังเขียนหนังสือด้วยหมึกสีน้ำเงินว่า “ส่งถึง.. คุณเกษม ๕๗๕ รัตนเขต เชียงราย จากย่งเส็ง เวียงกง …..”

ท่านผู้อ่านที่เคยชมดีวีดีรายการทีวี “แพะรับบาป” ที่ถูกตัดออกจากผังรายการไปเมื่อปีที่แล้ว พอจะประมาณได้ว่านายร้อยเวรและแพทย์เวรสองท่านนี้ มีความละเอียดรอบคอบพอสมควร ไม่ชุ่ยเหมือนตำรวจบางสถานีในสมัยนี้ ที่ไม่ใส่ใจต่อหลักฐานแวดล้อม ใช้หลักจับก่อนแล้วหลักฐานไว้ว่ากันทีหลัง ถ้าท่านผู้อ่านไม่เชื่อผม ลองไปซื้อดีวีดีเก่า ๆ มาดูซิครับ

@@@@

แพทย์ทำการชันสูตรศพนายกิมบั๊ก แซ่อึ้งภาพเดียวที่ค้นได้ ขณะศพถูกนำไปไว้ที่ป่าช้าวัดหนองประทีป

ต่อมาในวันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ นายสรศักดิ์ แซ่อึ้งวัย ๓๑ ปีเจ้าของร้านขายยามหาชัยเภสัชย่านสีลมได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ แจ้งความประสงค์ขอดูศพ เพราะสงสัยว่าจะเป็นนายกิมบั๊ก แซ่อึ้ง (มีข้อมูลจำนวนไม่น้อยอ้างชื่อว่า กิมบิ๊ก แซ่อึ้ง) น้องชายวัย ๑๕ ปี ที่สูญหายไป

เมื่อดูศพแล้วนายสรศักดิ์ถึงกับหน้าสลดและยอมรับว่าศพนั้นคือน้องชายของเขา

นายสรศักดิ์ให้การว่า นายกิมบั๊กได้หายตัวไปในเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.ของวันพุธที่ ๒๗ มกราคม ตอนนั้นมีคนโทรศัพท์เข้ามาสั่งยาให้ไปส่งที่ซอยปราโมทย์ ถนนสุรวงศ์   นายกิมบั๊กอาสาไปส่งยาให้

หลังจากนั้นมีชายคนหนึ่งโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่านายกิมบั๊กจะไปเที่ยวต่อที่บางปูกับเพื่อน ๆ ขากลับจะค้างคืนที่บ้านเพื่อน ขออย่าให้เขาเป็นห่วง

จากนั้นในตอนดึกได้มีโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชายคนเดิม อ้างว่าเขาเป็นสมาชิกแก๊ง “กระทิงแดง ศิษย์พระกาฬ” ได้จับตัวนายกิมบั๊กไว้ ให้เตรียมเงิน ๒๕,๐๐๐ บาทมาเป็นค่าไถ่ตัว แล้วจะแจ้งที่นัดหมายให้ทราบ พร้อมขู่ไม่ให้แจ้งตำรวจหรือให้ข่าวหนังสือพิมพ์

ในตอนเช้าวันที่ ๒๘ มกราคมมีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามา สั่งให้ลงไปเอาซองจดหมายสีฟ้าที่หน้าบ้าน ในจดหมายมีข้อความพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีดได้นัดให้ไปพบกันที่ป้ายรถประจำทางหน้าสวนลุมพีนี โดยให้เอาเงินสดไปพร้อมกับซองจดหมาย และย้ำว่าห้ามแจ้งตำรวจเด็ดขาด

นายสรศักดิ์ไปพบชายคนหนึ่งตามเวลาที่นัดหมาย เขาได้เจราขอผัดผ่อนเวลาและต่อรองเงินค่าไถ่ โดยอ้างว่าเป็นช่วงใกล้ตรุษจีนได้ใช้จ่ายเงินไปจำนวนมากทำให้หมุนเงินไม่ทัน   ชายคนนั้นได้กลับไปด้วยอารมณ์หัวเสียอย่างมาก

ในตอนเช้าวันที่ ๒๙ มกราคม นายสรศักดิ์ได้รับโทรศัพท์ติดต่ออีกครั้ง คราวนี้คนร้ายยอมลดค่าไถ่ลงเหลือ ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมกลับนัดหมายให้เอาเงินค่าไถ่มาให้ที่เดิมในตอนเย็น ซึ่งนายสรศักดิ์ไป

ตามนัดหมายแต่นำเงินไปเสนอให้เพียง ๑,๐๐๐บาท   คนร้ายโมโหมากและยืนกรานให้เอาเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทมาให้ภายในเวลา ๑๕.๐๐ น.ของวันรุ่งขึ้น เป็นคำขาดมิฉะนั้นนายกิมบั๊กจะต้องตาย แต่หลังจากนั้นมานายสรศักดิ์ก็ไม่ได้รับการโทรแจ้งสถานที่นัดหมายใด ๆ จากคนร้าย

หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่นำไปสู่การจับกุมฆาตกรก็คือกล่องกระดาษ ระบุที่อยู่ผู้ส่งว่ามาจากบริษัทชุนหวัฒนา ถนนตรีมิตร ร้านนำเข้าเครื่องยนต์เจ้าของบริษัทอุทัยเอ็กซ์ปอร์ตที่ถนนสุรวงศ์ ทีมตำรวจสืบสวน

พบว่ามีคนงานของบริษัทอุทัยเอ็กซ์ปอร์ตคนหนึ่งชื่อนาย “จรินทร์ สิทธิธรรม” ได้หายตัวไปประมาณหนึ่งเดือน และจากการพิสูจน์หลักฐาน (ไม่ทราบว่าจากสถานที่ทำงานหรือบ้านพัก) พบเครื่องพิมพ์ดีดเป็นเครื่องเดียวกับที่คนร้ายใช้พิมพ์จดหมายถึงนายสรศักดิ์ แล้วยังพบหนังสืออาชญากรรม พบปอยเส้นผมชนิดเดียวกับของผู้ตาย และพบรอยเลือดบนพื้นปาร์เกต์ แม้จะมีการชำระล้างพื้นจนสะอาดแล้ว แต่คราบเลือดบางส่วนได้ซึมเข้าตามรอยต่อของปาร์เกต์

แต่มีหลักฐานสำคัญอันหนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยถึง และชวนให้ผมขบคิดก็คือนายจรินทร์ เป็นคนเดียวกับที่นายสรศักดิ์ไปพบและเจรจาด้วยตัวเองถึงสองครั้งสองคราหรือไม่?

หลังจากทราบว่าฆาตกรฆ่ายัดกล่องเป็นใครแล้ว การไล่ล่าจึงเกิดขึ้น   ประมาณหนึ่งเดือนจึงจับกุมนายจรินทร์ผู้มีฉายาว่า “กระทิงแดง ศิษย์พระกาฬ” ได้

เขาถูกศาลพิจารณาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๙ ให้ประหารชีวิต แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพในชั้นการสอบสวน   ศาลจึงอาศัยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๑ (๑) และมาตรา ๗๘ ลดโทษ ๑ ใน ๓ ให้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตแทน

เรื่องที่กล่าวมานี้ ผมคัดลอกมาจากเรื่องที่เชื่อถือได้เท่าที่พบในอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ   โดยมิได้สอบทานจากแหล่งข้อมูลอื่นเท่าที่ควร หากผิดพลาดในรายละเอียดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

@@@@

ใบปิดโฆษณาหนัง “ฆ่ายัดกล่อง”

คดีฆ่ายัดกล่องซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญที่สุดของคนไทยในปี ๒๕๐๘ ต่อมาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง “ฆ่ายัดกล่อง” แต่แทนที่จะสร้างตามแนวฆาตกรรมสยองขวัญ ผู้กำกับซึ่งใช้นามว่า “อัจฉราพันธ์” ได้เปลี่ยมาเป็นแนวตลกแทน โดยมีดาราสาวสวยในยุคนั้นคือปริม ประภาพร, แก่นใจ มีนะกนิษฐ์ และศิรินทิพย์ ศิริวรรณเป็นผู้แสดงนำ

สองคนแรกเป็นดาราออกแนวเซ็กซี่ ส่วนคนหลังเป็นนักแสดงลูกครึ่งระดับรางวัลตุ๊กตาทอง ๓ ตัว ต่อมาเธอถูกตัดจำหน่ายเป็นบุคคลสาบสูญในปี ๒๕๓๐ (ค.ศ. ๑๙๘๗)

ส่วนที่โกดังโรงงานยาสูบที่จังหวัดเชียงใหม่ คงเดากันได้   หลังจากพบศพนายกิมบั๊กเด็กนักเรียนวัย ๑๕ ปีถูกฆ่ายัดใส่กล่อง นับจากนั้นก็มีเสียงร่ำลือกันว่ามีคนเห็นเด็กผู้ชายแต่งชุดนักเรียนยืนอยู่บริเวณนั้นในเวลาค่ำคืน   บางคนเห็นเป็นเงาดำ ๆ บางคนก็ได้กลิ่มเหม็นคลุ้ง เล่ากันว่าความเฮี้ยนทำเอาคนงานโกดังโรงงานยาสูบทยอยลาออกกันแทบจะหมด…. แต่นั่นก็คือเรื่องเล่าสู่กันฟังเมื่อเกือบ ๕๐ ปีที่ผ่านมา คนในรุ่นปัจจุบันแทบจะลืมเลือนไปหมดแล้ว…….พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com (งดใช้ชั่วคราว)

jingjonews เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: บทความ ตามใจฉัน

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: