สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่าขยะ ตอน ๑

สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่าขยะ ตอน ๑

โดยไม้ซีกขีด

บทความตามใจฉันตอน “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่าขยะ” ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ฉบับวันที่ 12-25 กุมภาพันธ์ 2014

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพรัก ผมเชื่อว่าคนเราคงเคยทำเงินหล่นหายกันมาบ้าง หลายคนคงเสียดาย ผมเป็นคนหนึ่งหละที่ทำเงินหลงหายเป็นประจำ ที่แน่ ๆ ก็คือกระเป๋าเงินหล่นหายหรืออาจมีใครล้วงไปจากกระเป๋าหลังกางเกงตอนเผลอไปแล้ว ๓ หรือ ๔ ใบ ความจำผมชักจะเลื่อนลางไปตามอายุเสียแล้ว

แต่มีบางครั้ง เงินไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เผลอเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่งอย่างลืมตัวแล้วลืมไปเลย   สิ่งที่ผมทำประจำก็คือ เผลอเอาเงินใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือซองจดหมายแล้วลืมสนิท   กางเกงตัวนั้น ๆ ไม่ได้ใส่อีกเป็นแรมปี และก็ไม่ได้ซักเพราะใส่แค่ครั้งสองครั้ง สำหรับผมเสื้อใส่ครั้งเดียวก็ต้องซักเพราะมันเปื้อนเหงื่อไคล ส่วนกางเกงผมรู้สึกว่ามันยังสะอาดสามารถใส่ซ้ำได้ จึงเอามันแขวนทิ้งไว้   วันดีคืนดีเกิดเอามือล้วงไปในกระเป๋ากางเกง คลำเจอกระดาษพลาสติกอ่อน ๆ สัมผัสใด้ว่าเป็นเงิน หยิบขึ้นมาเป็นธนบัตร ทำให้ดีใจที่จะมีเงินใช้เพิ่มขึ้นอีก มันก็คือเงินที่ผมหลงลืมไปนั่นเอง

เงินหลงลืมประเภทนี้ คือต้นเหตุที่เกิดเหตุมิได้ก่อให้เกิดทุกข์ เพราะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่กลับมีสุขเมื่อเจอมัน   ความรู้สึกจะต่างกับ เมื่อเรารู้ตัวว่าได้ทำเงินหล่นหายไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืนมาครับ

เมื่อทราบว่าเงินหล่นหาย คนเราก็ต้องเสียดาย ทำให้เป็นทุกข์   แม่ของผมมีหลักปลงทุกข์ที่ผมยึดถือมาตลอดก็คือ หากเรารู้ว่าเงินหล่นหาย ให้อธิฐานว่า ขอให้คนที่เดือดร้อนหรือจำเป็นต้องใช้เงินที่สุดเป็นผู้เก็บได้ เท่านี้ใจเราก็หลุดจากทุกข์ และพ้นจากความเสียดาย

มีอยู่หนหนึ่งผมเอาธนบัตรใบละ ๕๐ เหรียญสองฉบับใส่ไว้ในซองจดหมายสีขาวตั้งใจจะช่วยงานศพ แต่ก็ไม่ได้ช่วย เจ้าซองนี้อยู่ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวมาหลายสัปดาห์ ในช่วงระหว่างนั้นผมไปซื้อของห้างวูลเวิร์ทส์ได้ใบเสร็จมาก็ยัดใส่กระเป๋าทุกครั้งไป จนผมรู้สึกรำคาญกับขยะในกระเป๋าเลยควักเศษกระดาษเหล่านี้ทิ้งลงในถังขยะฝาเหลือง

อีกสองสามวันต่อมา ผมนึกขึ้นได้ว่าผมได้โยนซองใส่เงิน ๑๐๐ เหรียญลงในถังขยะไปด้วย แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเทศบาลมาเก็บขยะไปเรียบร้อยแล้ว   เหตุการณ์นี้ผมรู้สึกเสียดายเงิน เพราะคนเข็ญใจไม่ได้เจอเงินที่หล่นหาย แต่เงินกลายเป็นขยะรีไซเคิล   ที่ทำประโยชน์ได้เพียงแค่เป็นกระดาษกลับมาใช้ใหม่เท่านั้น

เวลาผ่านไป ฝนตก แดดออก จากหน้าหนาวกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิ….. Winter, spring summer or Fall. All you have to do is call. And I’ll be there. Your’ve got a friend.

ซองจดหมายผุ ๆ ที่เจอริมรั้วบ้านผม

 

ซองจดหมายผุ ๆ พลิกอีกด้านหนึ่ง

ขออภัยครับอารมณ์ติสท์ขึ้นเลยเผลอฮัมเพลง Your’ve got a friend ออกมา   ขอต่อเรื่องเลยนะครับ… อีกหลายเดือนต่อมา ริมรั้วนอกบ้านผมมีหญ้าขึ้นจนดูไม่เจริญหูเจริญตา   เป็นชาวบ้านทั่วไป เขาก็คงปล่อยเอาไว้ให้มันรกอย่างนั้น เพราะมันเป็นซอยหลังบ้าน ไม่มีรถอื่นใช้เป็นทางสัญจร ปล่อยมันไว้เดี๋ยวมันก็ตายไปเอง   แต่ผมก็พอใจที่จะถอนมัน

แล้วสิ่งเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น ขณะถอนหญ้าผมก็พบซองเก่าจนเปื่อยข้างในมีธนบัตรใบละ ๕๐ สองฉบับ มันคือซองของผมเอง เข้าใจว่าขณะถ่ายขยะจากถังฝาเหลืองลงรถเก็บขยะของเทศบาล เจ้าซองยับ ๆ นี้คงไม่อยากเป็นแค่กระดาษรีไซเคิล มันจึงปลิวตกลงพื้นถนน แล้วถูกลมพัดมาติดขอบรั้วหลังบ้านผม แล้วต้นหญ้าขึ้นปกคลุมมัน จึงหลุดรอดสายตาพนักงานเทศบาลที่มาทำความสะอาดซอยหลังบ้านนาน ๆ ครั้ง และด้วยธนบัตรออสซี่เป็นพลาสติกโพลีเมอร์   มันจึงอยู่รอดมาได้ ไม่อย่างนั้นมันคงเปื่อยไปพร้อมกับซองแล้วครับ

@@@@

ที่บ้านผมยังเจอขยะกองโตอีกหนึ่งกองใหญ่ ถูกนำมากองรวมกันไว้ที่หน้าเกสต์เฮาส์ด้านหลังบ้านมาตั้งแต่กลางปี ๒๐๐๙ (พ.ศ. ๒๕๕๒) ทิ้งไว้ ๔ ปีครึ่งมีเพียงชายคาเกสต์เฮาส์เท่านั้นที่ช่วยกันแดดกันฝนได้บางไม่ได้บ้าง   แรกทีเดียวผมเข้าใจว่าเจ้าหลานชายคนโตเอามากองไว้   เพราะผมตรวจดูส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์การเรียน กระเป๋าเรียน เสื้อกางเกงและรองเท้ายี่ห้อดี ๆ ของเขาทั้งนั้น เจ้าหลานชายของผมคนนี้เขาสวมใส่แต่เสื้อแบรนด์เนม รองเท้ากีฬามีเกือบร้อยคู่ ล้วนเป็นของแบนด์เนมทั้งนั้น

เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมสั่งให้หลานชายคนโตเคลียร์ขยะพวกนี้ออกไป จะเอาไปบริจาคก็ไม่ได้แล้ว เพราะเสื้อและรองเท้าดี ๆ โดนฝนสาดแดดส่องจนเสียหมดแล้ว   ถึงตอนนี้ผมจึงรู้ว่าคนที่เอามากองไม่ใช่เขา แต่เป็นเจ้าหลานชายคนรอง   ตอนเข้ามาใช้ห้องที่พี่ชายเขาเคยอยู่   แล้วผู้พี่ก็ย้ายมาอยู่เกสต์เฮาส์ซึ่งเป็นห้องเล็กว่า ของที่เก็บเข้าห้องไม่หมดจึงถูกกองไว้หน้าห้อง

สี่ปีครึ่งผ่านไป ผมจึงทราบว่าของที่กองไว้ไม่ใช่ของหลายชายคนโตทั้งหมด แต่เป็นของของผมอยู่สองกล่อง ของที่อยู่ในกล่องพลาสติกไม่เป็นไร แต่กล่องกระดาษแข็งข้างในเก็บหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ฉบับเก่าเสียหาย ต้องทิ้งไปหลายฉบับอย่างน่าเสียดาย

หนังสือพิมพ์ที่รอดมาได้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปี ๑๙๙๔ และ ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๗-๓๙) หรือเมื่อราว ๑๘ ถึง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ผมหยิบมันขึ้นมาอ่านแล้วเกิดความประทับใจเมื่อครั้งอดีต ในช่วงที่หนังสือพิมพ์ยังเป็นขาวดำ ช่วงที่พวกเราต้องทำทุกอย่างด้วยมือ ก่อนส่งโรงพิมพ์

ฉบับนี้ผมจึงขออนุญาตเอาภาพปกหนังสือพิมพ์มาเล่าสู่กันฟังสัก ๑๐ ปกดังนี้ครับ

@@@@

เริ่มจากฉบับแรกที่รอดพ้นจากการถูกแดดฝนทำลาย แต่ก็อยู่ในสภาพยับเยิน เป็นฉบับที่ ๑๓๓ ลงวันที่ ๑๕ ถึงกันยายน ๒๕๑๗ ขึ้นหัวข่าวใหญ่ว่า “ปลดพล.ต.ท.ชลอ คดีเพชรซาอุฯใกล้จบ” และด้านล่างซ้าย “พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อธิบดีกรมตำรวจ ผู้ได้ชื่อว่านายตำรวจมือสะอาดเพียงไม่กี่คนของไทย ถูกพิษการเมืองเล่นงาน สั่งปลดก่อนที่จะครบเกษียณอายุเพียงแค่ ๒๐ วันเท่านั้น”

ในยุคที่การใช้อินเทอร์เนตยังไม่แพร่หลาย   คนไทยในออสเตรเลียก็ได้ไทย-ออสนิวส์นี่แหละครับเป็นแหล่งติดตามข่าวสารจากเมืองไทย

ฉบับนี้ยังมีข่าวการสังหารนายจอห์น นิวแมน ส.ส.เขตเลือกตั้งแคบรามัตตา จากพรรคเลเบอร์ของรัฐสภารัฐนิวเซาเวลส์ เขาถูกยิงที่หน้าบ้านพักในตอนค่ำของวันที่ ๕ กันยายน ๑๙๙๔ เสียชีวิตต่อหน้าต่อตานางลูซี แวงหุ้นส่วนชีวิตเชื้อสายจีน ส่วนผู้จ้างวานฆ่าคือนายพวง โง (Phuong Ngo) นักธุรกิจเจ้าของสโมสรแม่โขงคลับในขณะนั้น ด้วยการจ้างวานสมาชิกแก๊งอาชญากรรมชาวเวียดนามในนาม 5T Gang ทำการปลิดชีวิตส.ส.คู่อริ

นายโงเป็นนักการเมืองท้องถิ่นและผู้หาเงินทุนรายใหญ่ให้พรรคเลเบอร์ มูลเหตุการสังหารก็เนื่องจากส.ส.นิวแมนมักทำตัวเป็นปรปักษ์กับเขา ในการทำธุรกิจในย่านแคบบรามัตตาถิ่นที่อยู่หนาแน่นของชาวเวียดนาม, จีนพูดแต้จิ๋ว, ลาว, เขมร และไทย   และความต้องการก้าวไปเล่นการเมืองระดับรัฐ โดยมีนักการเมืองระดับผู้ใหญ่ในพรรคเลเบอร์สนับสนุนให้เขาเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครส.ส.แคบรามัตตาแทนส.ส.นิวแมน   แต่ก็ยังติดที่ส.ส.นิวแมนไม่มีทีท่าว่าจะยอมวางมือให้เขาเสียบแทนเสียที

คดีสังหารส.ส.นิวแมน ถือเป็นการสังหารนักการเมืองรายแรกและรายเดียวของออสเตรเลีย ส่วนนายโงถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี ๒๐๐๑ (พ.ศ. ๒๕๔๔) ครับ

ฉบับที่สองเป็นฉบับที่ ๑๕๐ ประจำวันที่ ๑๑ ถึง ๒๔ พฤษภาคม ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ฉบับนี้หน้าปกเป็นภาพหนูน้อยน่ารักจากงานประกวดหนูน้อยสงกรานต์ ปัจจุบันเด็ก ๆ เหล่านี้ได้โตเป็นสาวแล้ว

ข่าวหน้าหนึ่งฉบับนี้เป็นข่าวโจรเย้ยนายเคอรี แพคเกอร์เจ้าพ่อมีเดียของออสเตรเลีย และคนที่รวยที่สุดในประเทศในขณะนั้น ด้วยการบุกเข้าขโมยทองคำแท่ง ๒๕ แท่งมีน้ำหนักรวม ๒๘๕ กิโลกรัม จากตู้เซฟภายในห้องทำงานบนชั้นที่ ๑๒ ของอาคาร ACP (Australian Consolidated Press) ในใจกลางนครซิดนีย์

คดีนี้ตำรวจไม่สามารถสะสางได้   แต่ข่าวความคืบหน้าได้ถูกเปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ( ๒๐๑๓ หรือพ.ศ. ๒๕๕๖) ถึงตัวผู้สงสัยเป็นโจรระดับเซียนเหยียบเมฆรายนี้ ที่เปิดเผยได้ก็คือเมื่อยี่สิบปีก่อนเขาเป็นคนไม่มีอาชีพที่เปิดเผย แต่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา เยี่ยงคนในสังคมไฮโซ

เศรษฐีนีเจ้าของภัตตราคารระดับไฮเอ็นด์รายหนึ่งซึ่งนายแพคเกอร์เป็นลูกค้าประจำกล่าวว่า     บ่อยครั้งที่นายแพคเกอร์เข้ามารับประทานอาหาร เขาไม่รู้ตัวเลยว่าจอมโจรที่ขโมยทองของเขาก็ร่วมกินอาหารในห้องอาหารเดียวกัน

เธอกล่าวว่า สามีผู้ล่วงลับของเธอ รู้จักและคุ้นเคยกับนายแพคเกอร์และชายผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นอย่างดี   เพียงแต่ว่านายแพคเกอร์กับชายคนนี้ไม่รู้จักกันเท่านั้น

เนื่องจากไม่สามารถเปิดเผยชื่อเสียงของจอมโจรคนนี้ได้ แต่ตำรวจเชื่อว่า จอมโจรคนนี้เคยมีสัมพันธ์รักกับนางแพท วีทลีย์อดีตเลขาผู้ล่วงลับของนายแพกเกอร์ ทำให้เขาหลอกถามทางเข้าออกของห้องทำงานบนชั้นที่ ๑๒   แล้วยังบอกอีกว่านายคนนี้มีมีตำหนิที่ของลับ โดยเขาสักคำว่า B กับ E ไว้ตรงไอ้นั่น ซึ่งตำรวจเชื่อว่า ย่อมาจาก “Breaking and Entering” เรื่องราวของเขาในแฟ้มประวัติอาชญากรรมบันทึกเพียงว่า เขาเคยถูกจับเพียงครั้งเดียวคือในทศวรรษที่เจ็ดสิบ จากการงัดแงะเข้าไปในโรงงานประกอบเซฟของบริษัท Chubb บริษัทรักษาความปลอดภัยอันดับหนึ่งของออสเตรเลียนั้นเอง

สำหรับนายแพคเกอร์ได้เสียชีวิตลงในปี ๒๐๐๕ (พ.ศ. ๒๕๓๔๘) ส่วนนาย B กับ E ปัจจุบันอายุ ๗๔ ปี ยังอยู่ภายใต้การจับตาดูของตำรวจอย่างใกล้ชิดครับ

ฉบับนี้ตรงมุนซ้ายด้านบน มีข่าวประชาสัมพันธ์ทีวีช่อง SBS จะออกอากาศภาพยนตร์ไทยเรื่อง “วิถีคนกล้า” หนังไทยเรื่องนี้ดูจะต่างจากหนังเรื่องเดียวกันที่ฉายในประเทศไทยอยู่แว๊บหนึ่งครับ คือเรื่องนี้คนดูในออสเตรเลียจะเห็นภาพเปลือยอกของผู้แสดงนำฝ่ายหญิงคนหนึ่ง แต่ภาพยนตร์ที่ฉายในประเทศไทยถูกตัดออกไป ผมไม่ได้ทะลึ่งนะครับ

ฉบับต่อมาเป็นฉบับที่ ๑๕๓ ระบุวันที่ ๒๒ มิถุนายนถึง ๕ กรกฎาคม ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ข่าวด้านซ้าย เป็นข่าวนายพอล คีทติ้งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้้น เผยถึงแผนที่จะจัดให้มีการลงประชามติเพื่อเปลี่ยนประเทศจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์หรือพระราชินีแห่งอังกฤษเป็นประมุขมาเป็นระบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข โดยกำหนดให้มีการลงประชามติในปี ๑๙๙๘ หรือ ๑๙๙๙ จากนั้นจึงใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศมาสู่ระบอบสาธารณรัฐอย่างสมบูญแบบในปี ๒๐๐๑

แต่นายคิทติ้งแพ้เลือกตั้งใหญ่ในปี ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) นายจอห์น เฮาเวิร์ดผู้จงรักภักดีต่อระบอบพระมหากษัตริย์นำพรรคลิเบอรัล-เนชั่นแนลชนะเลือกตั้งใหญ่ เป็นผู้ทำหน้าที่รับภาระข้อผู้พันจากรัฐบาลชุดเดิมจัดให้มีการลงประชามติ   แต่ได้ใช้ชั้นเชิงกำหนดเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง   อย่างเปิดเผย ไม่หมกเม็ดหรือสุดซอยอย่างนักการเมืองน้ำเน่าในบางประเทศ ผลประชามติออกมา ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง ตามเงื่อนไขของรัฐบาล

ข่าวด้านขวา เป็นข่าวใหญ่กว่าพาดหัวว่า “ฝรั่งเศสทดลองนิวเคลียร์ข้างบ้านออสซี่” เป็นข่าวนายฌัก ชีรัก (Jacques Chirac) ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสประกาศจะทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้พื้นสมุทรที่เกาะมูรารัวในมหาสมุทรแปซิฟิก เล่นเอาชาวประเทศแปซิฟิกนำโดยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นออกมาโจมตีอย่างหนัก ผลของมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรเลียหมางเมินไประยะหนึ่ง   ก่อนที่จะหายโกรธกัน

สันดานของประเทศฝรั่งเศสมันก็อย่างเงี้ยแหละ เอาแต่ได้ถ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวโลก   ดูอย่างเขาพระวิหารสิ ความวุ่นวานที่ฝรั่งเศสทำไว้แต่ปางก่อน ยังส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน

โปรติดตามตอนสอง โดยคริกข้อความสีฟ้าด้านล่างขวามือ



Categories: ข่าวออสเตรเลีย, บทความ ตามใจฉัน

Tags: , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: