
นสพ. The Telegraph ฉบับ 3 ธ.ค. 2016 ด้านล่างเสนอข่าวเชฟระดับแนวหน้ามีความต้องการลูกจ้างเป็นอย่างมาก การขาดแรงงานก็ไม่ต่างไปจากสูตรอาหารสู่ความวิบัติ
3 ธ.ค. 2016 เชฟชั้นนำในนครซิดนีย์ได้ออกมาเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวหันมาเลือกฝึกฝนวิชาชีพในอุตสาหกรรมร้านอาหารให้มากขึ้น มิฉะนั้นร้านอาหารยังคงต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศนับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น
การออกมาเรียกร้องเกิดขึ้นหลังจากรายงานของสมาคมร้านอาหารและอุตสาหกรรมการจัดบริการอาหารแห่งออสเตรเลีย (RCIA) ระบุว่าแรงงานในอุตสาหกรรมร้านอาหารท้องถิ่นประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานปีละ 14% โดยคาดว่าในปี 2018 อุตสาหกรรมจะขาดแรงงานพนักงานต้อนรับลูกค้า, คนทำครัว, ผู้จัดการร้านอาหารและผู้ช่วยในครัวถึง 100,000 คน ถ้าไม่มีการทำบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
สถานการณ์ขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปี ร้านอาหารส่วนหนึ่งต้องพึ่งแรงงานต่างชาติในสัดส่วน 40 ต่อ 60 โดยเป็นแรงงานส่วนผสมระหว่างผู้ถือวีซ่าทำงาน-ท่องเที่ยว (วีซ่า 417) และวีซ่าทำงานระยะยาว (วีซ่า 457)

นาย Luke Mangan คนที่สามจากขวาถ่ายภาพร่วมกับเซ่อร์ Richard Branson เจ้าของสายการบินเวอร์จินแอร์ไลน์ผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการ Inspired Series ในการสนับสนุนคนหนุ่มสาวหันมาสนใจอาชีพทำอาหารโดยความร่วมมือระหว่างสมาคม RCIA และวิทยาลัย TAFE : ภาพจาก hotelmanagement.com.au
เชฟ Luke Mangan เจ้าของร้านอาหาร Glass Brasserie และร้านอาหาร Mojo ร้านอาหารระดับไฮเอ็นด์ในนครซิดนีย์และร้านอาหารอีกหลายแห่งในเอเชียกล่าวว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะหาลูกจ้างชาวออสเตรเลียทำงานในร้านของเขา แรงงานส่วนหนึ่งจึงต้องอาศัยชาวต่างชาติวีซ่าทำงาน-ท่องเที่ยวเข้ามาทำงาน
นาย Mangan กล่าวว่า ทุกครั้งที่เขาลงโฆษณาหาลูกจ้างท้องถิ่น ก็ไม่เคยได้รับความสนใจสมัครงานจากคนในประเทศ
เชฟ Neil Perry แห่ง Rockpool Dining Group ซึ่งมีพนักงานประมาณ 3,000 คนกล่าวว่า การขาดแคลนแรงงานทำให้เขาต้องว่าจ้างแรงงานมาจากต่างประเทศในอัตรา 1 ต่อ 3 ของลูกจ้างทั้งหมด จากผู้ถือวีซ่าทำงาน-ท่องเที่ยวซึ่งกฎระเบียบอนุญาตให้ทำงานในแต่ละสถานที่ได้ไม่เกิน 6 เดือน และผู้ถือวีซ่า 457 ทำงานระยะยาวได้เป็นเวลา 4 ปี
นาย Perry กล่าวว่า ปัญหาที่เขากำลังเผชิญในปีหน้าก็คือ แผนการขยายร้านอาหาร 22 แห่งในโครงการ Burger Project ที่จะต้องว่าจ้างแรงงานใหม่อีกจำนวน 1,800 คน
รายต่อมาคือนาย Guillaume Brahimi ผู้ซึ่งดำเนินกิจการร้านอาหาร Bistro Guillaume ในใจกลางนครซิดนีย์เป็นเฉกเช่นเดียวกับเจ้าของร้านอาหารอื่น ๆ คือมีลูกจ้าง 60% เป็นชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนอีก 40% เป็นลูกจ้างชาวต่างชาติ
นาย Anthony Roberts ร.มต.อุตสาหกรรมของรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ยอมรับว่า การขาดแคลนแรงงานส่งผลกระทบต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐน.ซ.ว.
เขากล่าวว่าเพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแรงงานรัฐบาลได้เริ่มทดลองโครงการเตรียมตัวก่อนฝึกอาชีพทำอาหาร (Pre-apprentice Cooking Programs) มาใช้
นาย John Hart ผู้อำนวยการบริหารของสมาคม RCIA กล่าวว่า ในปัจจุบันแรงงานร้านอาหารขาดแคลนพนักงานจำนวน 38,000 คน แต่ความขาดแคลนจะเพิ่มเป็น 100,000 คนในปี 2018 และเป็น 160,000 คนในปี 2020
สถานการณ์วิกฤติการขาดแคลนแรงงานได้กำจัดขีดความสามารถของผู้อยู่ในอตุสาหกรรม ซึ่งพวกเขามีความต้องการแรงงานอย่างมาก โดยไม่สนใจว่าแรงงานจะมาจากไหน
นาย Brahimi ได้ส่งสารถึงชาวออสเตรเลียในวัย 18 ปีผู้กำลังหางานทำแต่ไม่มีประสบการณ์ใด ๆ ให้มาพบเขาที่ร้านอาหารตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วพวกเขาจะได้ผ้าคลุมกันเปื้อนพร้อมกับการทดลองงาน
ในขณะที่นาย Perry กล่าวว่าเฉพาะที่ร้านอาหาร Rockpool ของเขา (ร้านนี้ติดอันดับโลก บรรดาเซเลบริตี้ชั้นนำของโลกที่แวะมาซิดนีย์มักจะไม่พลาดที่จะมาฝากท้องร้านนี้) “คุณสามารถทำในสิ่งที่จริงจัง, และรายได้ที่จริงจริง”
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
Categories: ข่าวออสเตรเลีย


Leave a Reply