
นสพ. the Telegraph ฉบับ 6 ส.ค. 2016 เสนอข่าว “ประเทศซอมบี้” อันมาจากวัยรุ่นไม่หลับนอนเพราะใช้ยากระตุ้นประสาท
6 ส.ค. 2016 นักเรียนชั้นมัธยมในประเทศออสเตรเลียกว่า 2 ใน 3 กำลังประสบปัญหาอาการภาวะขาดการนอนหลับ (sleep-deprivation) จนเป็นเหตุให้นักเรียนต้องพึ่งใบสั่งยาและใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ไม่ง่วงนอน
การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีอาการภาวะขาดการนอนหลับในเด็กวัยรุ่นได้เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด สาเหตุสำคัญมาจากสมาร์ทโฟนตามด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่พวกเขาใช้มันจนไม่หลับไม่นอน
ผลการวิจัยพบว่า เพื่อให้พวกเขาไม่หลับในห้องเรียนเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้องพึ่งสารกระตุ้น ประมาณ 40% ของนักเรียนแก้ปัญหาด้วยการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังช่วยกระตุ้นอย่างน้อยวันละ 2 ถ้วยหรือ 2 กระป๋องเป็นอย่างต่ำ
ครูประจำชั้นได้รายงานถึงเด็กนักเรียนหลับในห้องเรียนหรือไม่ก็หยุดโรงเรียนโดยมีสาเหตุมาจากพวกเขาใช้เวลาในตอนกลางคืนกับโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกม, เล่นไลน์, และใช้สื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ
ในขณะที่แพทย์ได้อ้างถึงจำนวนวัยรุ่นเข้าปรึกษาถึงอาการขาดการนอนหลับและขอยาเพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน (hormone melatonin) อันเป็นสารสื่อประสาทที่จะทำให้พวกเขาสามารถตื่นในช่วงเวลาเรียน
นพ. Chris Seton นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับของเด็กเล็กและวัยรุ่น (adolescent and paediatric sleep physician) แห่งสถาบันวิจัยทางการแพทย์ Woolcock (WIMR) กล่าวว่า ในปัจจุบันนักเรียนชั้นมัธยมปลายประมาณ 70% มีอาการภาวะขาดการนอนหลับ และมันยังส่งผลกระทบต่อการเรียนทางด้านภาษาและคณิตศาสตร์ของพวกเขาอีกด้วย
และเตือนว่า การใช้ยาเพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนเมลาโทนินอย่างเช่นยา Circadin อาจช่วยได้ในระยะสั้น แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาการนอนในระยะยาว
นพ. Seton กล่าวว่าการนอนไม่เพียงพอมีส่วนต่อการเกิดความไม่ปกติต่อสุขภาพจิต และสิ่งที่สถาบัน WIMR มีความกังวลก็คือ เด็กนักเรียนได้หันมานิยมใช้สารกระตุ้นประสาทเพื่อให้พวกเขาไม่หลับในชั้นเรียนมากขึ้น
ในโลกปัจจุบันเด็กนักเรียนในประเทศเกาหลีเป็นกลุ่มเยาวชนที่ประสบปัญหาอาการภาวะขาดการนอนหลับในอันดับหนึ่งของโลก ในขณะที่ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่สามของโลกเท่ากัน
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตุถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Leave a Reply