
ธนาคาร HSBC (ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ฯ) ชี้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่จัดการกับวิกฤติการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงแย่ที่สุดในโลก เมื่อคำนึงถึงเงินเฟ้อและระบบเศรษฐกิจ : ภาพใส่ฟิลเตอร์ ต้นฉบับหนังสือพิมพ์ The Australian
27 เม.ย. 2026 ธนาคารขนาดใหญ่ของโลกเตือน ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วที่รับมือกับปัญหาวิกฤติการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่แย่ที่สุด จนก่อให้เกิดผลร้ายต่อผลผลิต, ความเสียหายต่อเงินเฟ้อและทำให้ตลาดแรงงานตึงตัว
นาย Paul Bloxham ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคาร HSBC กล่าวว่า เศรษฐกิจของออสเตรเลียได้ดำเนินไปเหนือกว่าขีดความสามารถ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
ผลผลิตระดับต่ำได้ผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจโตจากการถีบตัวของราคา ก็จะส่งผลต่อตลาดแรงงานให้บีบรัดตัวยิ่งขึ้น
เขากล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อตลอดปี ณ เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 3.7% ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่ได้รับผลกระทบต่อวิกฤติการณ์น้ำมัน (สงครามอิหร่านเริ่มวันที่ 28 กุมภาพันธ์)
อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 4.3% ซึ่งสามารถสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อตามค่าจ้าง
นาย Bloxham กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อก่อนวิกฤติการณ์น้ำมันเป็นความท้าทายหลักสำหรับธนาคารกลาง (RBA) เพราะมันสูงกว่ากรอบ 2% ถึง 3% อยู่แล้ว
สำหรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ 12 เดือน ณ เดือนมีนาคมซึ่งมีกำหนดจะรายงานในวันพุธที่ 29 เมษายน จะยืนยันว่าทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานแบบตัดยอด (trimmed mean inflation) จะสูงกว่ากรอบที่แบงก์ชาติกำหนดขึ้นไปอีก (มากกว่า 3.7% อย่างแน่นอน)
ซึ่งเดือนมีนาคมยังถือว่าเกิดก่อนผลกระทบจากวิกฤติการณ์ราคาน้ำมันมีผลอย่างเต็มที่
ข่าวเฟซบุ๊ก Sky News วันที่ 26 เมษายน 2026 พาดหัวข่าว ‘ธนาคารขนาดใหญ่เตือน : ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่จัดการกับวิกฤติการณ์น้ำมันที่แย่ที่สุด’
ซึ่งเขาเห็นว่าธนาคารกลางออสเตรเลียมีความเชื่องช้าเกินไป ต่อใช้มาตรการในการฉุดดึงให้เงินเฟ้ออยู่ในความควบคุม
ในขณะเดียวกันยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 2.6% ตลอดปี 2025 ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงหลัง COVID-19 ระบาด
นาย Bloxham (เป็นอีกคนหนึ่งตามที่ jingjonews รายงานข่าวไปแล้ว) ที่เห็นว่า ออสเตรเลียจำเป็นต้องอดทนต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อที่จะควบคุมภาวะเงินเฟ้อให้ได้
เขากล่าวว่า “มีคำถามที่แท้จริง ในมุมมองของเรา ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนี้จะรุนแรงขนาดไหน และอะไรคือสาเหตุที่ขับเคลื่อนมัน”
เขาเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคม (กำหนดรายงาน 29 เมษายน) จะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับใกล้ 5% อันเนื่องมาจากภาวะช็อคจากน้ำมันเชื้อเพลิง
ไปพร้อมกับการคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจำเป็นต้องขึ้นอีก 0.25% เป็นเดือนที่สามติดต่อกันมาอยู่ที่ 4.35%
นี้คือผลของอัตราดอกเบี้ยที่ถูกคงไว้ไม่ให้ขึ้นหรือลง เป็นเวลาเกือบปีครึ่ง เพื่อหยุดภาวะเงินเฟ้อหลัง COVID-19 ระบาด
อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานแบบตัดยอด (meaned inflation) ต่ำกว่า 3% ในเดือนมิถุนายนปี 2025 ก่อนที่จะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com (งดใช้)
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารบทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
