
ชายชาวนครเพิร์ททำเรื่องอุทธรณ์เนื่องจากถูกไล่ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม โดยอ้างว่าเขาไม่ควรถูกไล่ออกจากการใช้สรรพนามกับเพื่อนร่วมงานว่า ‘เขา’ แทนที่จะเป็น ‘พวกเขา’ : ภาพใส่ฟิลล์เตอร์ ต้นฉบับ Binary
8 ส.ค. 2025 โชคดีที่ภาษาไทยมีคำว่า ‘คุณ’ เป็นสรรพนามสามารถใช้เรียกบุคคลที่สองและที่สามได้ จึงไม่มีปัญหา แต่ในออสเตรเลียชายชาวนครเพิร์ทได้ถูกไล่จากงานที่มีค่าจ้างสูง หลังจากเขาปฏิเสธคำขอโทษอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อการเรียกผู้ร่วมงานอัตลัษณ์เพศไม่จำกัดกรอบ หรือ non-binary ว่า ‘เขา’ (he) แทนที่จะเป็น ‘พวกเขา’ (they) ซึ่งนักกฎหมายอธิบายว่า ‘เป็นขอบเขตของกฎหมายใหม่ในออสเตรเลีย’
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้นำในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อพนักงานสูงวัยแนะนำพนักงานวัยหนุ่มต่อผู้ร่วมฝึกอบรมด้วยการใช้สรรพนามเรียกเขาว่า ‘he’
ทำให้ผู้ร่วมฝึกอบรมคนอื่น ทักท้วงต่อการใช้สรรพนามผิดพลาดทันที
ผู้ร่วมงานคู่กรณีเป็นเพศชายโดยกำเนิด ผู้ระบุตัวเองไม่ใช่ทั้งชายและหญิง ก่อนหน้านี้เขาระบุว่าเขาพอใจให้ใช้สรรพนามที่สองของเขาว่า ‘they’ และติดป้ายระบุให้คนอื่นใช้คำว่า they กับเขา
พนักงานวัย 63 ปีได้กล่าวขออภัยทันทีหลังได้รับการทักท้วง แต่ผู้ร่วมงานอ่อนวัยกว่ายังไม่พอใจ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่บึ้งตึงตลอดทั้งวัน
ต่อมาผู้จัดการของเขาได้แจ้งให้พนักงานสูงวัยทราบว่า พนักงานคนนั้นได้ยื่นร้องเรียนเขาอย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้เขาต้องเขียนคำขอโทษอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
ข่าวออนไลน์ Reddit วันที่ 8 สิงหาคม 2025 พาดหัวข่าว ‘สงครามอัตลัษณ์เพศไม่จำกัดกรอบ (non-binary) เกิดขึ้นเมื่อพนักงานถูกไล่ออกจากการเรียกเพื่อนร่วมงานว่า he (แทนคำว่า they)’
แต่พนักงานวัย 63 ปีปฏิเสธ ทำให้เขาถูกไล่ออกจากงาน เขาจึงทำเรื่ิองขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการด้านความเป็นธรรมในการจ้างงาน (FWC) โดยอ้างว่า ไม่ควรมีใครถูกไล่ออกจากงานเพราะไม่เรียกเพื่อนร่วมงานว่า ‘they’
ในที่ไต่สวนของคณะกรรมการ FWC ชายวัย 63 ปีกล่าวว่า ถ้ามีบางคนได้สิทธิโดยพลการในการใช้สรรพนามเฉพาะ ดังนั้นบุคคลอื่นควรได้สิทธิที่จะไม่ทำตาม
การปฏิเสธของชายวัย 63 ปี ก่อให้เกิดความไม่พอใจจากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่เข้าข้างชาย non-binary
ในเดือนมีนาคม บริษัทซึ่งไม่มีนโยบายการใช้สรรพนามอย่างเป็นทางการ ได้สั่งให้มีการสอบสวนและสั่งปลดพนักงานวัย 63 ปี
ชายวัย 63 ปีไม่เห็นด้วยกับการถูกไล่ออกจากงาน แรกทีเดียวเขาตั้งใจจะยื่นเรื่องต่อศาลสหพันธ์กลาง แต่ได้เปลี่ยมายื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ FWC หลังได้รับคำเตือนว่าเขาอาจได้รับ ‘การโต้ตอบทางสังคมอย่างรุนแรง’ หากนำเรื่องขึ้นสู่ศาล
นับจากปี 2013 กฎหมายการเลือกที่รักมักที่ชังทางเพศได้กำหนดให้ ‘การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย’ อันเนื่องจากอัตลักษณ์ทางเพศ, รสนิยมทางเพศ หรือสถานะของความสัมพันธ์
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติออสเตรเลีย (ABS) ระบุว่าประมาณ 0.9% ของชาวออสเตรเลียที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปเป็นบุคคลข้ามเพศหรือมีความหลายหลากทางเพศ
คดีของชายวัย 63 ปีเกิดขึ้นท่ามกลางคดีอัตลักษณ์ทางเพศที่มีชื่อเสียง Tickle v Giggle เป็นคดีของ Roxanne Tickle หญิงข้ามเพศฟ้องร้องเครือข่ายแอปพลิเคชั่น Giggle ที่รับสมาชิกเฉพาะผู้หญิงอย่างเดียว ทำให้น.ส. Sall Grover ผู้ก่อตั้ง Gigle ถูกกล่าวหาเลือกที่รักมักที่ชังหลังจาก Roxanne ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มในปี 2021
ภาพ น.ส. Sall Grover กล่าวถึงการใช้สรรพนามสำหรับบุคคล non-binary ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ : เครดิตภาพหนังสือพิมพ์ The Daily Mail
น.ส. Grover ได้ยื่นอุทธรณ์ ต่อมาในปี 2024 ผลการอุทธรณ์ตกไป โดยพบว่าเธอและแอปพลิเคชั่นของเธอเลือกที่รักมักที่ชังทางเพศต่อ Roxanne
น.ส. Grover ได้ใช้ความเห็นถึงคดีที่นครเพิร์ทว่า “นี่เป็นตัวอย่างอีกหนึ่งคดีของผู้มีสัญชาติออสเตรเลียที่สิทธิของพวกเขาถูกทำลาย เนื่องจากอุดมการณ์ทางเพศ”
“อุดมการณ์นี้ช่างไร้สาระ มันสามารถบังคับได้ด้วยกำลังเท่านั้น ไม่มีใครมีสัญชาตญาณในการเรียกผู้ชายว่า ‘เธอ’ (she) และเรียกผู้หญิงว่า ‘เขา’ (he) หรือเรียกใครบางคนว่า ‘พวกเขา’ (they) หรือ ‘zir’ (สรรพนามอย่างไม่เป็นทางการ)หรือคำอื่นๆที่จะประดิษฐ์ขึ้นมา”
“คุณสามารถเรียกตัวคุณอย่างไรก็ได้ แต่คุณไม่สมควรที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องเรียกตาม”
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com (งดใช้)
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตุถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารบทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
