Site icon jingjonews

🇦🇺🤦🏻‍♂️ ชายเกิดในออสฯ พ่อแม่ก็ออสซี่ แต่ถูกถอนสัญชาติเมื่อ 33 ปีที่ผ่านมา

นาย Glenn Keogh และนาง Dana Denehey ภรรยาขณะอยู่ในรัฐวิกตอเรีย : ภาพป๊อปอาร์ต ต้นฉบับ Glenn Keogh ผ่านสำนักข่าว ABC

15 พ.ค. 2024 ชายคนนี้กลายเป็นตัวอย่างคลาสสิคของช่วงเวลาสูญเสียสัญชาติ (the loss of citizenship) มีนามว่านาย Glenn Keogh เกิดในออสเตรเลียจากบิดามารดาชาวออสเตรเลีย และไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศมาก่อนแต่อย่างใด

แต่เมื่อสองปีที่ผ่านมา นาย Keogh วัย 55 ปีพบว่า เขาได้สูญเสียสัญชาติออสเตรเลียมาตั้งแต่ปี 1991 แต่ก็ยังทำงานและอยู่อาศัยกับภรรยาและลูกอีกสองคนในนครเมลเบิร์นอย่างมีความสุขและไม่ปัญหาใด ๆ

แต่ความมึนและสับสนมาบังเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อกระทรวงกิจการภายในประเทศแจ้งให้ทราบว่า เขาไม่ได้ถือสัญชาติออสเตรเลียและไม่มีวีซ่าอยู่อาศัยในประเทศ อันเป็นผลตามกฎหมายการเข้าเมืองซึ่งเกิดขึ้นก่อนกฎหมายถูกยกเลิกไปเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมาและไม่มีผลย้อนหลัง (คือเสียสัญชาติในช่วงเวลา the loss of citizenship period ในระหว่างปี 1948 ถึง 4 เมษายน 2002)

เมื่อเขานำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้นายจ้างฟัง ความซวยก็มาบังเกิดซ้ำอีก เพราะบริษัทสั่งให้เขายุติการทำงานทันที

เขากล่าวกับสำนักข่าว ABC ว่า เขาไม่สมควรเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ในขณะอายุ 55 ปี เขาจ่ายภาษีมาตลอด และภาคภูมิใจต่อการเป็นคนออสเตรเลีย

ข่าวออนไลน์สำนักข่าว ABC พาดหัวข่าว ชายชาวเมลเบิร์นตะลึงงันหลังจากพบว่าเขาสูญเสียสัญชาติออสเตรเลียเมื่อ 33 ปีที่ผ่านมา

ปู่และย่าของนาย Keogh เป็นชาวไอริช ซึ่งเขาภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของเขา จึงทำเรื่องยื่นขอสัญชาติไอริชต่อรัฐบาลไอร์แลนด์ในขณะอายุ 22 ปี (ค.ศ.1991)

โดยเขาไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เขาสูญเสียสัญชาติออสเตรเลียไปโดยอัตโนมัติ

เขาได้รับสัญชาติไอริชและถือหนังสือเดินทางของไอร์แลนด์ ไปพร้อมกับเอกสารแสดงตัวบุคคลของออสเตรเลียซึ่งตามเทคนิคแล้วเป็นโมฆะ

เขาอยู่อาศัยอย่างไม่มีปัญหาใด ๆ จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

หลังจากนาย Keogh นำเรื่องราวของเขาออกอากาศทางวิทยุ ABC Radio Melbourne ในวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา (สื่อวิทยุในออสเตรเลียยังถือว่่ามีอิทธิพล เพราะประชาชนยังนิยมรับฟังข่าวสารบ้านเมือง) นาย Andrew Giles รัฐมนตรีกระทรวงการเข้าเมือง, สัญชาติและกิจการพหุวัฒนธรรมจึงออกมากล่าวว่า กระทรวงจะพิจารณากรณีของเขา

หลังจากนั้นอีกสามชั่วโมงต่อมา นาย Keogh จึงได้สัญชาติออสเตรเลียกลับคืนมา

ทั้งนี้ภายใต้พ.ร.บ.สัญชาติปี 1948 มาตรา 17 ระบุว่าชาวออสเตรเลียจะสูญเสียสัญชาติออสเตรเลียทันทีถ้าพวกเขาไปถือสัญชาติอื่น ซึ่งกฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามคนถือสัญชาติอื่นที่เข้าถือสัญชาติออสเตรเลีย แถมยังมีสิทธิไปถือสัญชาติอื่น ๆ เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามกฎหมายมาตรา 17 นี้ได้ถูกยกเลิกไปในปี 2002 แต่ไม่มีผลย้อนหลัง

นาย Matthew และ Louise Niall ภรรยากับบุตรสาว Ellie และ Norah เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่เคยต่อสู้เพื่อสัญชาติออสเตรเลียของตนเอง

เขาได้ยื่นเรื่องขอกลับคืนสัญชาติอีกครั้ง (resumption of citizenship) ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากกระทรวงเป็นเวลาสามเดือนครึ่ง จนกระทั่งกระทรวงติดต่อกลับมาในเดือนกุมภาพันธ์ โดยบอกว่าคำขอของเขามีแนวโน้มที่จะได้รับการปฏิเสธ และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็ได้รับข่าวร้าย

นาย Keogh เห็นว่าการแก้ไขกฎหมายสัญชาติมาตรา 17 สมควรเกิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อให้มีผลย้อนหลังก่อนปี 2002 เพราะเชื่อว่ามีชาวออสเตรเลียหลายคนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา

นาย Matthew Niall เป็นอีกคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของช่วงเวลา the loss of citizenship และได้ให้การสนับสนุนนาย Keogh ในการขอสัญชาติคืน

สำหรับนาย Niall เขาและบุตรชายได้สูญเสียสัญชาติออสเตรเลียจากกฎหมายนี้ โดยเกิดขึ้นในขณะที่เขายื่นขอสัญชาติออสเตรเลียให้กับบุตรสาวสองคน ผู้ซึ่งเกิดในต่างประเทศ #เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเขาได้เข้าถือสัญชาติไอร์แลนด์เมื่อกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา (จากข่าว jingjonews ในหัวข้อ “ผู้เข้าถือสัญชาติที่สอง ‘ในช่วงเวลาพิศวง’ อาจเสียสัญชาติออสซี่โดยไม่รู้ตัว” ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023)

ถึงแม้ตอนนี้เขาและบุตรชายสามารถได้สัญชาติออสเตรเลียกลับคืนมา แต่เขาก็ยังต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อ Ellie และ Norah บุตรสาวอีกสองคนของเขา ซึ่งขณะนี้อยู่กับนาง Louise Niall ภรรยาที่ไม่ได้เป็นคนออสเตรเลียในประเทศเดนมาร์ก (ประเทศที่มีชาวออสเตรเลียเป็นพระราชินี)

ทั้งนาย Keogh และนาย Niall ต้องการที่จะต่อสู้เพื่อสัญชาติออสเตรเลีย แต่ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายมันสูงมาก และโอกาสชนะในศาลสูงมีน้อยมาก เนื่องจากกฎหมายสัญชาติมาตรา 17 ยังขัดขวาง โดยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม

 

 

jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com (งดใช้)
จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตุถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารบทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์

Exit mobile version