Site icon jingjonews

☀️ เตือนออสฯ-นิวซีแลนด์จะเจออากาศร้อนแบบอันตรายภายในศตวรรษนี้

ทวีปออสเตรเลียและอเมริกาใต้จะเจอสภาพอากาศร้อนที่สุดในศตวรรษ (2023-10-10 climate change

11 ต.ค. 2023 ผลการศึกษาพบว่าสภาพอากาศร้อนชื้นจะส่งผลกระทบกับเมืองใหญ่ ๆ ของโลกชนิด “ไม่เคยประสบมาก่อน” โดยระบุว่าทวีปออสเตรเลียและอเมริกาใต้จะมีความเสี่ยงสูงสุดต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ

งานวิจัยพบว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อประชากรโลกนับพันล้านคนในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย, ความร้อนชื้นแห่งศตวรรษในขณะอุณหภูมิสูงขึ้น, โดยเฉพาะจะเกิดขึ้นในเมืองที่มีประชากรสูงตั้งแต่กรุงเดลีไปถึงนครเซียงไฮ้

ศจ. Matthew Huber แห่งมหาวิทยาลัยเพอร์ดูในรัฐอินเดียน่าสหรัฐอเมริกาผู้ร่วมงานวิจัยได้เตือนสภาพอากาศร้อนชื้นผิดปกติจะปกคลุมทั่วโลกรวมถึงพื้นที่ตะวันตกกลางของสหรัฐ แต่ได้ระบุจุดที่เสี่ยงที่สุดคือที่ทวีปออสเตรเลียและอเมริกาใต้

ดร. Daniel Vecellio นักอุตุนิยมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันใกล้กรุงวอชิงตันดี.ซี.ผู้ร่วมงานวิจัยทำนายว่าประชากรโลก 750 ล้านคนจะได้รับประสบการณ์ความร้อนชื้นระดับอันตรายในอัตรา 1 สัปดาห์ต่อปี หากอุณหภูมิสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (preindustrial levels) 2 องศาเซลเซียส

แต่ถ้าสูงกว่า 3 องศาเซลเซียสจะกระทบต่อประชากรโลก 1.5 พันล้านคน

ข่าวออนไลน์สำนักข่าว SBS เสนอข่าว ผลการศึกษาพบสภาอากาศร้อนชื้นจะกระทบต่อเมืองหลายแห่งทั่วโลก ที่จะเข้ามาเยือนอย่างไม่เคยคิดกันมาก่อน โดยชี้ถึงความเสี่ยงสูงสุดจะเกิดในทวีปออสเตรเลียและอเมริกาใต้

จากรายงาน United Nations Emissions Gap ขององค์กรสหประชาชาติในปี 2022 พบว่าโลกกำลังเข้าสู่อุณหภูมิที่สูงขึ้น 2.8 เซลเซียสภายในปี 2100

ในขณะที่อินเดีย, ปากีสถานและอ่าวเปอร์เชีย (The Gulf) ได้สัมผัสอันตรายจากคลื่นความร้อนชื้นมาบ้างแล้ว และขณะนี้จะมีหลายเมืองได้รับประสบการณ์เดียวกันตั้งแต่กรุงลากอสในไนจีเรียไปจนถึงนครชิคาโกของรัฐอิลลินอย

ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 4 องศาเซลเซียสกรุงฮัลฮูเดย์ดาห์ (Hodeidah) เมืองหลวงของเยเมนจะประสบกับสภาพความร้อนชื้นที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ (unsurvivable humid heat) ในราว 300 วันต่อปีทีเดียว ถ้าชาวโลกไม่ช่วยกันหยุดทำให้โลกร้อน

มาตรวัด “อุณหภูมิกระเปาะเปียก”หรือ “wet bulb temperature” เครดิตภาพ Ron Hugo

ในด้านการแกะรอยค้นหาความร้อนชื้น นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้มาตรวัดที่เรียกว่า “อุณหภูมิกระเปาะเปียก*” ด้วยการนำผ้าเปียกมาคลุมเครื่องวัดอุณหภูมิ

(หมายเหตุ* “อุณหภูมิกระเปาะเปียก” หรือ “wet bulb temperature” คืออุณหภูมิของอากาศที่วัดได้ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ที่กระเปาะถูกหุ้มด้วยผ้าเปียก เมื่อมีอากาศไหลผ่าน การวัดที่ถูกต้องควรจะวัดเมื่อลมผ่านกระเปาะเปียกด้วยความเร็วประมาณ 2 เมตรต่อวินาที)

กระบวนการของน้ำระเหยออกจากผ้าเป็นการสะท้อนถึงร่ายกายของมนุษย์ที่เย็นลงจากเหงื่อออก

ผลการศึกษาครั้งสำคัญในปี 2010 ศ. Huber เสนอว่าอุณหภูมิกระเปาะเปียกที่ 35 องศาเซลเซียสยังคงอยู่ 6 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นอาจเป็นข้อจำกัดในการเก็บกักรักษา (conservative limit) สำหรับร่างกายมนุษย์

เหนือกว่านั้น มนุษย์มีแนวโน้มยอมจำนนต่อภาวะความเครียดต่อความร้อน ถ้าพวกเขาไม่พบหนทางที่จะให้ความร้อนลดลง

อีกหนึ่งทศวรรษต่อมาในปี 2020 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐนำโดยดร. Vecellio นำทฤษฎีของศ. Huber มาประยุกต์ใช้ด้วยการนำมาทดสอบกับคนวัยหนุ่มสาวมีสุขภาพดีและแข็งแรงในห้องควบคุมสภาพแวดล้อม (อันนี้ไม่แน่ใจ มาจากคำว่า in environmental chambers)

พวกเขาพบว่าข้อจำกัดจากการทดลองอยู่ที่อุณหภูมต่ำลงมาระหว่าง 30 ถึง 31 องศาเซลเซียส จากการศึกษาร่วมของศ. Huber และดร. Vecellio ด้วยการใช้อุณหภูมิจำกัดที่ต่ำลง สามารถเตือนถึงสภาพอากาศแตกต่างกันของโลกในอนาคต จะอยู่ระหว่าง 1.5 ถึง 4.0 องศาเซลเซียสตามที่ยกตัวอย่างไว้ข้างบน

ดร. Jane Baldwin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขต Irvine ซึ่งไม่ได้ร่วมวิจัยกล่าวยกย่องการค้นพบว่า เป็นผลงานที่สำคัญมาต่อการศึกษาโลกร้อนในอนาคต

 

jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com (งดใช้ถูกคนอื่นยึดไปแล้ว)

Exit mobile version