
ข่าวออนไลน์สำนักข่าว SBS วันที่ 4 ก.ค. 2020 รายงานข่าวสตรีผู้มาจากเอเชียเพื่อแต่งงานกับชายชราถูกปล่อยให้อยู่อย่างขัดสนจนหนทางเมื่อสามีเสียชีวิต
4 ก.ค. 2020 ความกังวลที่กลายเป็นแนวโน้มใหม่กับการเพิ่มขึ้นของหญิงสาวชาวเอเชียที่เดินทางมาออสเตรเลียเพื่อแต่งงานกับชายผู้สูงวัยแล้วจบลงที่ความขัดแย้งในคดีทรัพย์สินเมื่อสามีเสียชีวิตลง
โดยปกติหากสามีเสียชีวิตลงทรัพย์สินจะตกอยู่กับภรรยาที่จดทะเบียนหรืออยู่กินฉันท์สามีภรรยา แต่ก็มีคดีความซึ่งมีหม้ายสาวฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินของสามีผู้ล่วงลับ หลังจากเธอไม่ได้รับอะไรเลยเนื่องจากสามีผู้เฒ่าได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนตาย
นาย Andrew Meiliunas แห่งสำนักกฎหมาย Maurice Blackburn ในนครเมลเบิร์นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีข้อขัดแย้งทางพินัยกรรมกล่าวว่า ลูกความคดีขอแบ่งสมบัติจากสามีวัยชราผู้ล่วงลับส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวที่เดินทางเข้ามาออสเตรเลียหลังจากการติดต่อทางออนไลน์กับชายสูงอายุ ซึ่งชายชราส่วนใหญ่ก็เคยมีภรรยามาก่อนและมีลูกอยู่ในวัยอาวุโสกว่าภรรยาที่คบหาทางออนไลน์ของบิดาหลายปี
เขากล่าวว่า หญิงสาวเหล่านี้เดินทางเข้ามาโดยแทบไม่มีทรัพย์สินติดตัวมา ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน, เวียดนามและฟิลิปปินส์ เพื่อมาแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า
หญิงสาวเหล่านี้เต็มใจที่จะทำอาหาร, ทำความสะอาดบ้านและไปจับจ่ายซื้อของเพื่อปรนนิบัติสามี
นาย Meiliunas กล่าวว่า มะเร็งคือมูลเหตุที่ทำให้ชายชราส่วนใหญ่เสียชีวิต และหญิงสาวเหล่านี้ก็เต็มใจที่จะดูแลสามีในยามเจ็บป่วย
เมื่อสามีเสียชีวิต เขาได้ทิ้งทรัพย์สินเล็กน้อยให้กับภรรยาเพื่อเลี้ยงตนเองต่อไปในออสเตรเลีย หญิงสาวบางคนอาจถูกทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดายในพื้นที่ชนบทห่างไกลตัวเมือง
อุปสรรคทางภาษา, ความไม่เข้าใจในระบบกฎหมายของออสเตรเลียและสิทธิของตน มีส่วนทำให้หญิงสาวเหล่านี้เข้าถึงการช่วยเหลือล่าช้า
ภายใต้ระบบกฎหมายได้เปิดช่องให้หญิงสาวเหล่านี้สามารถโต้แย้งหรือขอส่วนแบบจากพินัยกรรมหากพบว่ามีความไม่เป็นธรรม แต่ระยะเวลาโต้แย้งก็มีอายุความจำกัด
ทางด้านนาง Ashleigh Newnham ผู้จัดการฝ่ายพัฒนากลยุทธและชุมชนของ Springvale Monash Legal Service ซึ่งให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ชุมชนในนครเมลเบิร์นกล่าวว่า ผู้ที่สูญเสียสามีควรแสวงหาความช่วยเหลือทางกฎหมาย
โดยเฉพาะสตรีที่ืยังถือวีซ่าชั่วคราวในขณะสามีเสียชีวิต หากเจอทางตันก็ให้แสวงหาความช่วยเหลือหรือคำแนะนำทางกฎหมาย เป็นต้นว่าการสามารถเข้าถึงเงินซูเปอร์ฯหรือเงินสะสมสำรองเลี้ยงชีพของตนเองได้
นาง Newnham ได้ยกตัวอย่างสตรีชาวปากีสถานคนหนึ่งผู้ซึ่งคลอดบุตรในออสเตรเลีย เมื่อสามีของเธอเสียชีวิต เธอถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยว
เธอประสบปัญหาไม่สามารถเข้าเป็นเจ้าของบ้านของสามีผู้ไม่ได้ทำพินัยกรรม ส่วนทายาทของสามี ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือและแนะนำใด ๆ
พวกเขาทำให้เธอประสบความยุ่งยากในการทราบถึงสิทธิของเธอ การเข้าถึงบริการตามสิทธิและการได้รับคำแนะนำทางกฎหมาย
ขณะเสียชีวิตสตรีผู้นี้ถือวีซ่าชั่วคราวระยะเวลา 5 ปี เธอได้ใช้รถยนต์ของสามี เมื่อเธอได้รับหมายปรับจราจร เธอได้ใช้ใบมรณบัตรของสามีเป็นการพิสูจน์สถานภาพของเธอ โดยเธอไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเธออยู่ในออสเตรเลียด้วยวีซ่าอะไร
นาง Newnham กล่าวว่า เธอได้แนะนำให้หญิงสาวเหล่านี้ ตรวจเช็คว่าวีซ่าที่พวกเธอถือว่าเป็นวีซ่าชนิดใด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
เธอกล่าวว่า “เราทราบว่าหญิงสาวหลายคนเดินทางเข้ามาออสเตรเลียโดยคิดว่าพวกเธอถือวีซ่าคู่สมรส แต่แท้จริงแล้วเป็นวีซ่าท่องเที่ยว”
ทั้งนี้เพราะวีซ่าคู่สมรสมีความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง ฝ่ายชายจึงลงทุนเพียงแค่วีซ่าท่องเที่ยวนำหญิงสาวเข้ามาออสเตรเลีย และกลายเป็นบุคคลเปราะบางทางสังคมเนื่องจากพวกเธอมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างจำกัด และเกิดช่องว่างระหว่างอายุของเธอกับสามี
jingjonews.com
jingjonews@hotmail.com (งดใช้ชั่วคราว)
Jingjonews เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์
