สรุปสถานการณ์ไวรัส COVID-19 วันที่ 13 เม.ย. COVID-19 คุกคามใกล้หมดทั่วโลกเหลือ 15 ปท.

ข่าวออนไลน์นสพ. The SMH วันที่ 13 เม.ย. 2020 จั่วหัวข่าว “เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้” เมื่อนักเล่นเซิร์ฟแห่กันไปเล่นกระดานโต้คลื่นที่ชายทะเลทางเหนือของรัฐน.ซ.ว.ในช่วงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ของเทศกาลอีสเตอร์ ที่เสี่ยงต่อการนำเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปแพร่กระจายที่นั่น

13 เม.ย. 2020 นับตั้งแต่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 อุบัติขึ้นครั้งแรกบนโลกที่เมืองอู่ฮั่นมณฑลหูเป่ยประเทศจีนในวันที่ 2 มกราคม 2020 ก่อนที่จะระบาดออกนอกประเทศในวันที่ 13 มกราคมซึ่งประเทศแรกก็คือประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศทีีชาวจีนนิยมท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง และมีเที่ยวบินตรงจากเมืองอู่ฮั่นมาแวะจอดสนามบินหลายแห่งของประเทศไทย

นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ที่ 13 เมษายนมีประเทศกว่า 180 ประเทศและดินแดนกว่า 200 ดินแดนทั่วโลกติดเชื้อไวรัส COVID-19 เรียบร้อยแล้วด้วยยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั้งสิ้น 1,870,076 คน มีผู้เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 116,052 คน (ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ซึ่งเก็บจากองค์กรอนามัยโลก)

เมื่อวันที่ 3 เมษายนจิงโจ้นิวส์ได้รายงานว่า ณ วันนั้นทั่วโลกมีประเทศที่ปลอดเชื้อไวรัส COVID-19 ทั้งสิ้น 19 ประเทศ ถึง ณ วันนี้เหลืออยู่ 15 ประเทศ ทั้งหมดตั้งอยู่บนทวีปเอเชีย, แอฟริกาและโอเชียเนียประกอบด้วย

  ประเทศ ทวีป
01 เกาหลีเหนือ เอเชีย
02 ทาจิสถาน เอเชีย
03 เติร์กเมนิสถาน เอเชีย
04 เลโซโท แอฟริกา
05 คอโมโรส แอฟริกา
06 โซโลมอนไอแลนด์ โอเซียเนีย
07 วานูอาตู โอเซียเนีย
08 ซามัว โอเซียเนีย
09 คิริบาส (คิริบาติ) โอเซียเนีย
10 สหพันธรัฐไมโครนีเซีย โอเซียเนีย
11 ตองกา โอเซียเนีย
12 มาร์แชลไอแลนด์ โอเซียเนีย
13 ปาเลา โอเซียเนีย
14 ตูวาลู โอเซียเนีย
15 นาอูรู โอเซียเนีย

ภาพกร๊าฟของกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียแสดงผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2020 ถึง 13 เมษายน 2020 ในรูปแบบของยอดเพิ่มในแต่ละวัน (กร๊าฟแท่งสีฟ้า) และยอดสะสม (กร๊าฟเส้นสีน้ำเงิน) ยอดผู้ป่วยสะสมรายใหม่ในวันที่ 13 เม.ย. 46 คนสูงกว่าเมื่อวานนี้แต่ก็ถือว่าน่าพอใจมาก

สรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 ทั่วโลกล่าสุด

ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 สะสมทั่วโลก 50 ประเทศแรก ณ เวลา 21.00 น. ของวันที่ 13 เมษายน 2020 จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้ว 1,870,076 คน แยกเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา 558,526 คน, สเปน 169,496 คน, อิตาลี 156,263 คน, ฝรั่งเศส 133,672 คน, เยอรมนี 127,854 คน, สหราชอาณาจักร 89,554 คน, จีน 83,213 คน,  อิหร่าน 73,303 คน, ตุรกี 56,956 คน, เบลเยี่ยม 30,589 คน, เนเธอร์แลนด์ 26,710 คน, สวิตเซอร์แลนด์ 25,623 คน, แคนาดา 24,380 คน, บราซิล 22,318 คน, รัสเซีย 18,328 คน, โปรตุเกส 16,934 คน,  ออสเตรีย 14,013 คน, อิสราเอล 11,235 คน, สวีเดน 10,948 คน, เกาหลีใต้ 10,537 คน, ไอร์แลนด์ 9,655 คน, อินเดีย 9,240 คน, เปรู 7,519 คน, เอกวาดอร์ 7,446 คน, ญี่ปุ่น 7,370 คน, ชิลี 7,213 คน, โปแลนด์ 6,674 คน, โรมาเนีย 6,674 คน, นอรเวย์ 6,527 คน, เดนมาร์ก 6,513 คน, ออสเตรเลีย 6,351 คน, สาธารณรัฐเช็ก 5,991 คน, ปากีสถาน 5,374 คน, ซาอุดิอาระเบีย 4,934 คน, ฟิลิปปินส์ 4,932 คน, มาเลเซีย 4,817 คน, เม็กซิโก 4,661 คน, อินโดนีเซีย 4,557 คน,  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4,123 คน, เซอร์เบีย 3,630 คน, ปานามา 3,400 คน, ลักเซมเบิร์ก 3,281 คน,  กาตาร์ 3,231 คน, ยูเครน 3,102 คน,  ฟินแลนด์ 3,064 คน, สาธารณรัฐโดมินิกัน 2,967 คน, เบลารูส 2,919 คน, โคลัมเบีย 2,776 คน,  ประเทศไทย 2,579 คน, และสิงคโปร์ 2,532 คน

และผู้เสียชีวิตจากข้อมูลของมหาวิทยลัยจอห์นฮอปกินส์มีทั้งสิ้น 116,052 คน แยกผู้เสียชีวิตจากมากไปหาน้อยดังนี้ อิตาลี 19,899 คน, สเปน 17,489 คน, ฝรั่งเศส 14,393 คน, สหราชอาณาจักร 11,329 คน, นิวยอร์กซิตี้-นิวยอร์ก-สหรัฐ 6,989 คน, อิหร่าน 4,585 คน, เบลเยี่ยม 3,903 คน, มณฑลหูเป่ย-จีน 3,221 คน, เยอรมนี 3,022 คน, เนเธอร์แลนด์ 2,823 คน, บราซิล 1,241 คน,  ตุรกี 1,198 คน, สวิตเซอร์แลนด์ 1,129 คน, สวีเดน 919 คน, แนสซอ-นิวยอร์ก-สหรัฐ 846 คน, เวน-มิชิแกน-สหรัฐ 704 คน, โปรตุเกส 535 คน, ซัฟโฟล์ค-นิวยอร์ก-สหรัฐ 518 คน, เวสต์เชสเตอร์-นิวยอร์ก-สหรัฐ 511 คน,  คุก-อิรินอย-สหรัฐ 485 คน, เบอร์เจน-นิวเจอร์ซีย์-สหรัฐ 453 คน, เอสเซก-นิวเจอร์ซีย์-สหรัฐ 428 คน, อินโดนีเซีย 399 คน, ออสเตรีย 368 คน, ไอร์แลนด์ 334 คน, เอกวาดอร์ 333 คน, อินเดีย 231 คน, โอ๊คแลนด์-มิชิแกน-สหรัฐ 329 คน, ควิเบก-แคนาดา 328 คน, โรมาเนีย 318 คน, ฟิลิปปินส์ 315 คน, ลอสแอนเจลิส-แคลิฟอร์เนีย-สหรัฐ 300 คน, เม็กซิโก 296 คน,อัลจีเรีย 293 คน, / ออสเตรเลีย 61 คน (น.ซ.ว. 25 คน, วิกตอเรีย 14 คน, เวสเทิร์นออสเตรเลีย 6 คน, ควีนสแลนด์ 5 คน,  แทสเมเนีย 5 คน, เซาท์ออสเตรเลีย 4 คนและ ACT 2 คน) และประเทศไทย 40 คน  (สรุปผู้เสียชีวิตในสหรัฐทั้งประเทศ 22,858 คน, และจีนทั้งประเทศ 3,341 คน) 

มีผู้ป่วยได้รับการรักษาจนหายแล้วข้อมูลจากสารนุกรมเสรีวิกิพีเดียมีทั้งสิ้น  441,323 คน เรียงจากมากไปหาน้อย จีน 77,663 คน, สเปน 64,727 คน, เยอรมนี 52,889 คน, อิหร่าน 45,983 คน, สหรัฐอเมริกา 41,917 คน, อิตาลี 34,211 คน,  ฝรั่งเศส 27,186 คน, สวิตเซอร์แลนด์ 12,700 คน, เกาหลีใต้ 7,447 คน, แคนาดา 7,408 คน, ออสเตรีย 6,987 คน, เบลเยี่ยม 6,707 คน, ออสเตรเลีย 3,496 คน, ตุรกี 3,446 คน, มาเลเซีย 2,276 คน, เดนมาร์ก 2,235 คน,  ชิลี 2,059 คน, เปรู 1,798 คน, เม็กซิโก 1,722 คน,  อิสราเอล 1,689 คน, รัสเซีย 1,470 คน, ประเทศไทย 1,288 คน, ปากีสถาน 1095 คน, อินเดีย 980 คน, โรมาเนีย 914 คน, ไอซ์แลนด์ 889 คน, ซาอุดิอาระเบีย 805 คนและ ญี่ปุ่น 762 คน

ข่าวออนไลน์นสพ. Herald Sun วันที่ 13 เม.ย. 2020 ดูจะไม่พอใจกับยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ของรัฐวิกตอเรียในวันนี้เพิ่มขึ้น 13 รายจากยอดเพิ่มขึ้นในวันที่ 12 เมษายนเพียง 3 รายเท่านั้น

รายงานยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย

ผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 จากตัวเลขล่าสุดโดยกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย ณ 15.00 น. ของวันที่ 13 เมษายน 2020 มีผู้ติดเชื้อ 6,359 คน  โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 46 คนนับจากเวลา 15.00 น.ของเมื่อวานนี้สามารถแยกผู้ป่วยเป็น

รัฐน.ซ.ว. 2,863 คน, รัฐวิกตอเรีย 1,281 คน, รัฐควีนสแลนด์ 987 คน, รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 523 คน, รัฐเซาท์ออสเตรเลีย 431 คน, รัฐแทสเมเนีย 144 คน, ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี 103 คน,  นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี 27 คน 

ในจำนวนนี้เสียชีวิต 61 คน มีการทดสอบการตรวจเชื้อทั่วประเทศแล้วกว่า 362,000 คน 

ในจำนวนผู้ติดเชื้อรวมถึงผู้มาจากเรือสำราญ Diamond Princess จำนวน 10 คน แยกเป็นรัฐวิกตอเรีย 4 คน, ควีนสแลนด์ 3 คน, เวสเทิร์นออสเตรเลีย 2 คน และเซาท์ออสเตรเลีย 1 คน

ข่าวออนไลน์นสพ. NT News วันที่ 13 เม.ย. 2020 เสนอข่าวสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีเรียกร้องให้รัฐบาล NT อนุญาตให้ธุรกิจที่ถูกสั่งปิดหรือจำกัดการดำเนินธุรกิจกลับมาเปิดทำการอีกครั้งภายในสามสัปดาห์ หลังจากที่ดินแดน NT ไม่มีผู้ป่วย COVID-19 รายใหม่มาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศนิวซีแลนด์และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนยอดผู้ติดเชื้อในนิวซีแลนด์ในวันนี้เพิ่มมาอยู่ที่ 1,349 คน มีผู้เสียชีวิต 5 คน และรักษาหายแล้ว 546 คน

ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สะสมเรียงจากมากไปหาน้อยดังนี้ ฟิลิปปินส์แซงมาเลเซียเป็นวันแรกที่ 4,932 คน, มาเลเซีย 4,817 คน,  อินโดนีเซีย 4,557 คน, ไทย 2,579 คน, สิงคโปร์ไล่ไทยมาติด ๆ ที่ 2,532 คน, เวียดนาม 265 คน, บรูไน 136 คน, กัมพูชา 122 คน, พม่า 41 คน, ลาว 19 คน,และติมอร์-เลสเต 4 คน

ยอดผู้เสียชีวิตในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยอินโดนีเซีย 399 คน, ฟิลิปปินส์ 315 คน, มาเลเซีย 77 คน, ประเทศไทยไทย 40 คน, สิงคโปร์ 8 คน, พม่า 4 คน, บรูไน 1 คน, เวียดนาม 0 คน, กัมพูชา 0 คน, ลาว 0 คนและติมอร์-เลสเต 0 คน

และควรจับตาดูประเทศเบลารุส ประธานธิบดี Alexander Lukashenko ของประเทศนี้ได้ประกาศไม่ก้มหัวให้กับไวรัสโคโรนา 2019 สั่งให้ยังคงจัดงานทุกงาน, แนะประชาชนออกไปเชียร์การแข่งขันกีฬา, กินเที่ยวเต็มที่, ใช้ชีวิตปกติและเมินต่อการทิ้งระยะห่างทางสังคม นับจากประกาศในวันที่ 16 มีนาคมตอนนั้นประเทศมีผู้ติดเชื้อ 27 คนถึงวันนี้เบลารุสมียอดผู้ติดเชื้อแล้ว 2,919 คน โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 341 คนและมีผู้เสียชีวิตแล้ว 29 คน

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com (งดใช้ชั่วคราว)

Jingjonews เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: