ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากเกาหลีใต้เข้าประเทศเพื่อป้องกันไวรัส COVID-19

ข่าวออนไลน์สำนักข่าว SBS เสนอข่าวออสเตรเลียสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้เข้าประเทศเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

6 มี.ค. 2020 ออสเตรเลียได้ประกาศห้ามผู้เดินทางจากประเทศเกาหลีใต้เข้าประเทศภายใน 14 วันหลังออกจากประเทศดังกล่าว ทำให้สาธารณรัฐเกาหลีเป็นประเทศที่สามต่อจากจีนและอิหร่านที่ออสเตรเลียนำกฎห้ามเข้าประเทศมาใช้เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19

ส่วนอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบาดอย่างหนักโดยมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 3,000 คนและมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คนรัฐบาลจะเพิ่มการคุมเข้มด้วยการ “เพิ่มการคัดกรอง” (enhanced screening) กับทุกคนที่เดินทางมาจากหรืออยู่ในประเทศอิตาลีทิ้งระยะห่างไม่ถึง 14 วันก่อนมาถึงออสเตรเลีย

เมื่อวานนี้ (5 มี.ค. 2020) นาย Scott Morrison นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวที่กรุงแคนเบอร์ราว่า ออสเตรเลียได้ตัดสินใจดำเนินการก่อน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับชาวออสเตรเลียตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยกำหนดให้มีผลใช้บังคับทันทีตั้งแต่เวลา 21.00 น.ของวันพฤหัสฯที่ 5 มีนาคม 2020

กฎข้อห้ามดังกล่าวจะยกเว้นสำหรับชาวออสเตรเลียและผู้ถือวีซ่าถาวรที่เดินทางจากเกาหลีใต้สามารถเข้าประเทศได้ แต่จะต้องเก็บตัวเองอยู่ภายในบ้านเป็นเวลา 14 วันนับจากเดินทางเข้ามาในประเทศ

ส่วนผู้ที่จะเดินทางออกจากประเทศอิตาลีเพื่อขึ้นเครื่องบินมาออสเตรเลียจะเจอกับกฎข้อบังคับเพิ่มเติมด้วยการสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ ณ จุดเช็คอิน ใครก็ตามที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจะถูกปฏิเสธห้ามขึ้นเครื่องบิน

เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินในออสเตรเลีย ผู้เดินทางจะไม่สามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองโดยผ่านประตูอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะต้องผ่านด่านที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อการสอบถามเพิ่มเติมและทุกคนจะต้องเข้าเครื่องตรวจสแกนสุขภาพ

ถึง ณ วันนี้ 15.30 น. ของวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2020 ออสเตรเลียมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่แล้ว 60 คน เสียชีวิต 2 คน ในขณะมีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 98,382 คนจาก 91 ประเทศ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3,383 คน

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com (งดใช้ชั่วคราว)

Jingjonews เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

%d bloggers like this: