จิงโจ้นิวส์กลับมาแล้วพร้อมรายงานต่อ

ขออภัยที่หายไป.. นับจากรายงานข่าว “ร้านอาหารไทยในเพิร์ทวอนสาธารณชนชี้ตัวแก๊ง “D & D” กินแล้วเผ่น” ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ตอนเย็นวันนั้นผมก็ต้องเดินทางไปประเทศไทยเป็นการด่วน เพราะที่นั่นมีญาติที่ห่วงใยรออยู่ หลังจากทราบว่าผมมีอาการเจ็บตา

ตอนสายของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผมต้องไปพบจักษุแพทย์ทันที ญาติที่ห่วงใยได้นัดหมอตาไว้สองแห่งในเวลาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แห่งหนึ่งอยู่แถวอโศก อีกแห่งไม่ไกลจากบ้าน ในที่สุดพวกเราเลือกใช้บริการที่โรงพยาบาลศิริราชปิยะมหาราชการุณย์โรงพยาบาลเอกชนติดกับโรงพยาบาลศิริราช

หลังจากให้หมอตรวจตาแล้ว ก็เป็นการจับจ่ายซื้อของที่จำเป็น เช่นหาซื้อบัตร sim โทรศัพท์มือถือและซื้ออินเทอร์เน็ตไร้สาย

คราวนี้เขามีกฎระเบียบการซื้อที่แตกต่างจากหนก่อนก็คือ นอกจากเขาขอดูบัตรประชาชนแล้ว ผู้ขายยังมีหน้าที่ถ่ายรูปผู้ซื้ออีกด้วย ซึ่งผมก็ว่าดีนะ มันรัดกุมดี หากใครนำไปใช้อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถสาวหาต้นตอได้

อ้อ..ที่โรงพยาบาลเขาก็ถ่ายรูปตอนทำประวัติคนไข้เหมือนกัน เวลาเอาเงินไปฝากธนาคารหากเป็นก้อนใหญ่เจ้าหน้าที่ธนาคารก็ขอบัตรประชาชนคนเอาเงินมาเข้าอีกด้วย ผมก็ว่าดีจะได้รู้ที่มาของเงิน

ผมยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาจากญาติหนึ่งเครื่อง เพื่อจะได้รายงานข่าวจิงโจ้นิวส์อย่างต่อเนื่องในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ แต่ปรากฎว่าเครื่องไม่สามารถใช้กับอินเทอร์เน็ตไร้สาย 4G ได้ เข้าใจว่าคอมพิวเตอร์อาจเก่าเกินไป จึงไปยืมมาอีกเครื่องก็ต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้อีก (ความจริงเป็นเพราะผมปรับไม่เป็นเอง) พอได้คอมพิวเตอร์เครื่องที่สามมา ผมกดไปกดมาก็ต่ออินเทอร์เน็ตได้

แต่ปรากฎการณ์ใหม่ที่เจอครั้งแรกในการเดินทางไปต่างประเทศก็คือ ผมเปิด WordPress ของผมได้ แต่เขาไม่ให้โพสต์ข้อมูลใหม่ (คือเครื่องหมายหมุดกับข้อความ Posts / All posts / Add New / Categories / Tags / Copy a Post ไม่มี)

เมื่อจนปัญญาหาทางโพสต์ข่าวและบทความไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจพักผ่อนสายตาเต็มที่ ไม่ติดตามข่าวสารจากออสเตรเลียใด ๆ จนกระทั่งกลับมาออสเตรเลีย

 

กระเป๋าเดินทางถูกแอบเปิด

กระเป๋าเดินทางมีซิปข้างหนึ่งถูกงัดและรูดออกพอเอามือล้วงเข้าไปได้ : ภาพจาก Jingjonews

ผมเดินทางไปกลับซิดนีย์-กรุงเทพมหานครถ้าจะนับกันน่าจะเกือบร้อยครั้ง ทุกครั้งจะใช้บริการของการบินไทย แต่หนนี้เป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนสายการบินมาใช้บริการอิมิเรตแอร์ไลน์เพราะราคาถูกกว่ากันกว่า 300 เหรียญ

แต่พอรับกระเป๋าจากสายพานก็พบว่าซิปข้างหนึ่งถูกงัดแล้วเปิดออกในขนาดพอที่จะเอามือล้วงเข้าไปค้นสิ่งของภายในกระเป๋าได้ แต่ผู้ที่กระทำคงไม่ได้อะไรไป เพราะในกระเป๋ามีแต่เสื้อผ้าใส่แล้วเพื่อกลับเอามาซักกับหนังสือจำนวนหนึ่งมีน้ำหนักรวม 12 กิโลกรัมเศษเท่านั้น

 

นับแต่นี้ไปผมรู้สึกหวาดกลัวต่อการโดยสารแท็กซี่

แท็กซี่ในนครซิดนีย์ : ภาพชั่วคราวจาก NSW Taxi Council

ในช่วงที่อยู่ในกรุงเทพฯผมได้หลานสะใภ้เป็นคนขับรถให้ แต่ถ้าหลานไม่ว่างก็จะใช้แท็กซี่ ประสบการณ์ที่ได้รับในกรุงเทพฯก็คือผมเรียกแท็กซี่บอกจุดหมายปลายที่จะไป เมื่อเขาพยักหน้าผมจึงขึ้นไปนั่งในรถ เมื่อรถออกตัวไปพนักงานขับแท็กซี่จำนวนไม่น้อยกลับบอกว่าเขาไปไม่ถูก ขอให้ผมช่วยบอกทาง พอผมบอกว่าไม่รู้เส้นทางเหมือนกัน เท่านั้นแหละแท็กซี่ก็ขับรถออกนอกเส้นทางอ้อมไปอ้อมมากว่าจะถึงจุดหมายผมก็ต้องจ่ายอานกว่าปกติ

ที่ผมบอกว่าไม่รู้เส้นทางหมายความว่า ผมไม่รู้จังหวะจราจร ไม่คุ้นกับเส้นทางที่ก่อสร้างใหม่มีการเปลี่ยนแปลงทุกปี ผมขับรถในกรุงเทพฯมาตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย เพิ่งจะเลิกขับรถในกรุงเทพฯเมื่อสองปีที่ผ่านมา เพราะดูมันต่างจากการขับรถในซิดนีย์มาก และผมเพิ่งขายรถยนต์ที่บ้านในประเทศไทยไปเมื่อปีที่แล้ว

ผมหันมามอบความไว้วางใจให้คนขับแท็กซี่เพราะเขาน่าจะรู้จักเส้นทางดี อีกทั้งจุดหมายปลายทางที่ผมไปก็เป็นสถานที่ที่ผมไปเป็นประจำคือเซ็นทรัลปิ่นเกล้า, ตั้งฮั่วเสง, เซ็นทรัลลาดพร้าว, มาบุญครอง, เอ็มโพเรียม-เซ็นทรัลแอมบาสเดอร์จะไกลหน่อยก็ซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์ แต่แท็กซี่กลับบอกว่าไม่รู้ทางไป!!!

แท็กซี่ในกรุงเทพฯไม่เท่าไหร่เพราะเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ไม่รู้จักเส้นทาง แต่แท็กซี่ในนครซิดนีย์ซิแย่กว่าแท็กซี่กรุงเทพฯหลายเท่า

ผมนั่งแท็กซี่จากสนามบินกลับบ้าน พนักงานขับบ่นมาตลอดทางว่าทำไมผมไม่อยู่ Blacktown หรือ Liverpool ฯลฯ เขาจะได้คุ้มค่าเสียเวลา (อันที่จริงผมรอเขาอยู่จุดรอแท็กซี่ไม่ใช่เขารอผม)

รถแท็กซี่มาถึงบ้านค่าโดยสารบวกค่าแฟลกฟอลล์และค่าธรรมเนียมแอร์พอร์ตแรงค์แล้วผมบวกทิปให้ไปอีก 10 กว่าเหรียญเพื่อให้เป็นเลขตัวกลม ซึ่งผมมักให้เป็นประจำไม่ต่ำกว่า 10 เหรียญเป็นค่าเสียโอกาสที่พวกเขาไม่ได้รับผู้โดยสารระยะทางไกล ซึ่งพนักงานขับส่วนใหญ่พึงพอใจ

แต่พนักงานขับรายนี้กลับบอกว่าทิป 10 เหรียญไม่พอ ผมก็เพิ่มให้ไปอีก 5 เหรียญ เขาก็คำรามว่าเท่านี้ไม่พอ ผมจำต้องยื่นให้เขาไปอีก 15 เหรียญเท่าที่มีเศษแบ๊งก์เหลือ เขาก็ยังไม่พอใจ แต่ผมก็ยืนยันว่ามีให้เท่านี้ เขาเปิดกระโปรงท้ายรถให้ผมยกกระเป๋าลงเอง เขานั่งอยู่ในรถแล้วตะโกนบอกให้ปิดเบา ๆ อีกด้วย

หากมีคนถามว่าทำไมผมไม่หือ แต่กลับไปส่งเสริมให้คนทำชั่ว ก็ต้องขอตอบว่าผมอายุมากแล้ว อีกทั้งแท็กซี่รายนี้ตัวหนาและใหญ่มากไม่เป็นชาวเลบฯก็เป็นชาวเกาะ แค่เขาเอามือตบเบา ๆ ผมมีสิทธ์คอหักตายได้ครับ

พนักงานขับคนนี้สวมเสื้อคอกลมสีขาว ทำให้ผมแปลกใจว่าเดี๋ยวนี้แท็กซี่รัฐน.ซ.ว.ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบกันแล้วหรือ!!!

ตอนนี้ผมมีความหวาดไม่กล้าที่จะโดยสารแท็กซี่อีกต่อไป เห็นที่จะต้องพึ่งระบบขนส่งมวลชนกับระบบขนส่งสวนตัวแค่สองสถานเท่านั้น

ท้ายนี้ขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกดแชร์ข่าวและบทความที่ผมโพสต์เผยแพร่ด้วยนะครับ เพราะลำพังตัวผมเองไม่สามารถเผยแพร่สู่ public ได้

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com (งดใช้ชั่วคราว)

Jingjonews เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , , , , , ,

1 reply

  1. ขอบคุณที่กลับมาครับ ผมติดตามอยู่ตลอดนะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: