สาวซาอุถูกกักตัวที่สุวรรณภมูิ ทางการไทยปฏิเสธเดินทางมาขอลี้ภัยในออสเตรเลีย

น.ส. Rahaf Mohammed al-Qunun สาวซาอุวัย 18 ปีที่ถูกกักตัวอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ : ภาพจาก Twitter

7 ม.ค. 2019 สตรีชาวซาอุดิอารเบียได้ถูกกักตัวในกรุงเทพมหานครหลังจากเธอพยายามจะหลบหนีจากครอบครัวที่เข้มงวด โดยเธอกล่าวว่าเธอจะต้องตายสถานเดียวหากถูกส่งตัวกลับไปประเทศบ้านเกิด

เรื่องราววิบากกรรมของเธอเกิดขึ้นในตอนกลางคืนของวันที่ 5 ธันวาคมเมื่อน.ส. Rahaf Mohammed al-Qunun วัย 18 ปี ก่อนที่เธอจะเริ่มทยอยส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เป็นระยะ ๆ อธิบายว่าเธอถูกเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุติดตามเธอขณะอยู่ภายในสนามบินและพวกเขาได้ใช้กำลังแย่งหนังสือเดินทางไปจากเธอ

ก่อนหน้านั้นสองวันเธอได้หลบหนีบิดามารดามายังประเทศคูเวตและพยายามจะเดินทางมาออสเตรเลียโดยผ่านกรุงเทพฯเพื่อขอลี้ภัยหลังจากเธอประกาศละทิ้งศาสนาอิสลาม (สื่อบางสำนักระบุว่าบิดามารดาของเธออาศัยอยู่ในประเทศคูเวต)

เธอโพสต์วิดีโอในเวลา 13.00 น.ตามเวลามาตรฐานกรีนวิช (GMT) ของวันที่ 6 ม.ค. 2019 (เวลา 20.00 น.ในประเทศไทยและเวลา 24.00 น. ตามเวลาภาคตะวันออกของออสเตรเลีย) ว่าเธอได้ถูกควบคุมตัวที่สนามบินหลังจากสมาชิกในครอบครัวของเธอรายงานว่าเธอเดินทางโดยไม่มีผู้ปกครองที่เป็นผู้ชายติดตามมาด้วย จากนั้นจึงถูกนำตัวมากักขังอยู่ภายในห้องพักของโรงแรม Miracle Transit Hotel บริเวณ Concourse G สนามบินสุวรรณภูมิ

น.ส. al-Qunun กล่าวว่าบิดาของเธอมีความเข้มงวด และเคยขังเธอให้อยู่ภายในห้องเป็นเวลา 6 เดือนเพียงเพราะเธอตัดผมตัวเอง (สื่อบางสำนักระบุว่าเธอถูกบิดากักขังและกล้อนผมเธอ)

เธอเชื่อ 100% ว่าเธอจะถูกบิดาของเธอฆ่าทันทีที่ถูกปล่อยตัวออกจากคุกของประเทศซาอุดิอาระเบีย

(หมายเหตุ เหตุผลที่เธอจะต้องติดคุกน่าจะมาจากความผิดเปลี่ยนศาสนาหรือไม่ก็เดินทางตามลำพังโดยไม่มีผู้ปกครองติดตามมาด้วย และบิดาของเธอสามารถทำการทารุณกรรมหรือถึงขั้นฆ่าบุตรได้อย่างชอบธรรมตามกฎหมาย ในข่าวเรียกว่าเป็น “‘honour killings”)

ในเวลา 14.30 น.ตามเวลา GMT เธอเขียนข้อความลงทวิตเตอร์ว่า เธอยังถูกกักขังอยู่ภายในห้องของโรงแรมโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุจำนวนหลายคนเฝ้าอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เธอหลบหนี

เธอยังส่งข้อมูลลงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่องรวมถึง “ฉันยังอยู่ในโรงแรม ฉันจะถูกส่งตัวกลับคูเวตและต่อไปยังซาอุดิอาระเบียในวันพรุ่งนี้”

“…..ฉันไม่สามารถขอความคุ้มครองหรือขอลี้ภัยในประเทศไทย ตำรวจไทยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือฉัน”

ทางด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยออกมาอ่างว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องปัญหาภายในครอบครัว และกล่าวว่าน.ส. al-Qunun จะถูกส่งตัวกลับประเทศซาอุ …(เซนเซ่อร์)….. ในวันพรุ่งนี้

กรณีของน.ส. al-Qunun ได้สะท้อนให้เห็นถึงกรณีน.ส. Dina Ali Lasloom สตรีชาวซาอุดิอาระเบียวัย 24 ปีผู้ซึ่งในเดือนเมษายนปี 2017 ถูกกักตัวที่สนามบินในกรุงมะนิลาขณะกำลังเปลี่ยนเครื่องมายังออสเตรเลียหลังจากเธอได้หลบหนีการแต่งงานที่บิดามารดาบังคับ เธอถูกกักตัวที่สนามบินเป็นเวลา 13 ชั่วโมงก่อนถูกลุง (หรืออา) บังคับให้เดินทางกลับประเทศซาอุดิอาระเบีย จากนั้นไม่มีใครทราบชะตากรรมของเธออีกเลย

พล.ต.ท. Surachate Hakparn (สุรเชษฐ์ หักพาล) ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้กล่าวกับสำนักข่าว AFP (สำนักข่าวฝรั่งเศส) ว่าน.ส. al-Qunun ได้หลบหนีออกจากครอบครัวของเธอเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานและเธอมีความกังวลว่าเธออาจประสบปัญหาหากถูกส่งตัวกลับซาอุดิอาระเบีย

และเขาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางการไทยได้ติดต่อสถานทูตซาอุดิอาระเบียเพื่อขอความร่วมมือ

ทางด้านน.ส. al-Qunun และกลุ่มสิทธิมนุษยชนในนาม Human Rights Watch กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า น.ส. al-Qunun ถูกขัดขวางการเดินทางโดยเจ้าหน้าที่ซาอุและคูเวตเมื่อเธอเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิและถูกใช้กำลังบังคับเอาหนังสือเดินทางของเธอไป

ส่วนหนึ่งของข่าวออนไลน์ที่เสนอข่าวสาวซาอุวัย 18 ปีถูกกักตัวอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ

นาย Phil Robertson รองผู้อำนวยการ Human Rights Watch ภาคพื้นเอเชียกล่าวว่า มีประเทศไหนกันบ้างที่อนุญาตให้นักการทูตเดินไปทั่วในสถานที่เฉพาะสำหรับผู้โดยสารของสนามบินและยึดหนังสือเดินทางผู้โดยสารได้? ในขณะที่ประเทศซาอุดิอาระเบียก็เป็นประเทศที่มีกฎหมายละเว้นโทษแก่คนภายในครอบครัวในการข่มเหงรังแกผู้หญิงได้

เขากล่าวว่าน.ส. al-Qunun มีความต้องการที่จะมีความเป็นอิสระในแผ่นดินที่เธอสามารถทำงาน, นับถือศาสนาและเลือกวิถีชีวิตตามที่เธอตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

นาย Robertson เห็นว่ารัฐบาลไทยควรอนุญาตให้เธอเดินทางมาออสเตรเลีย หรือไม่ก็อนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าพบเธอเพื่อเธอจะสามารถทำเรื่องเป็นผู้ขอลี้ภัย

น.ส. al-Qunun กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่าเธอจะมีปัญหาแน่หากเธอถูกส่งตัวกลับไปประเทศซาอุดิอาระเบีย หลังจากเธอประกาศสละการนับถือศาสนาอิสลาม และยืนยันว่าเธอได้วีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลีย แต่ถูกเจ้าหน้าที่สถานทูตแย่งหนังสือเดินทางไปขณะอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ทางด้านพล.ต.ท. Surachate ให้สัมภาษณ์กับ BBC ถึงเหตุที่ไม่อนุญาตให้น.ส. al-Qunun เข้าประเทศไทยก็เนื่องจากเธอไม่มีหนังสือเดินทาง จึงต้องนำเธอเข้าสู่กระบวนการส่งกลับโดยผ่านสายการบินที่เธอเดินทางเข้ามาคือคูเวตแอร์ไลน์

เขายังยืนยันว่ากรณีของน.ส. al-Qunun เป็นเรื่องภายในครอบครัว โดยเธอได้หลบหนีการแต่งงานมา

ทางด้านน.ส. al-Qunun ได้โพสต์ภาพหนังสือเดินทางที่เธอถ่ายไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอมีหนังสือเดินทางโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

Jingjonews เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: