เรื่องลึกลับในออสเตรเลีย…ตอน ๑๙ “คนเห็นผี.. ที่เมเจอร์ครีก” Part 2

.

เรื่องลึกลับในออสเตรเลีย…ตอน ๑๙ “คนเห็นผี.. ที่เมเจอร์ครีก” ภาคจบ

โดยไม้ซีกขีด

ภาคแรกเป็นเรื่องของนายพันตรีเห็นผีที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาในช่วงหนึ่ง ส่วนภาพจบจะเป็นเรื่องราวของนายพันตรีในชีวิตจริง เรื่องราวของเขาถ้าจะว่ากันแล้วก็ไม่ต่างจากเรื่องราวของอำแดงนาค (หรือนาก) แห่งบ้านคลองพระโขนง ใกล้วัดมหาบุศย์ ผู้มีตัวตนจริงและเสียชีวิตทั้งกลมจริง มีลูกมีหลายสืบทอดมาถึงปัจจุบัน แต่ได้ถูกเล่าขานต่อกันมาให้พิสดารจนผิดเค้าโครงไปจากเดิม และเป็นเหตุบังเอิญที่ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงใกล้เคียงกัน… เรื่องราวภาคจบมีดังนี้ครับ

@@@@

 

ภาพวาดกองทัพของดุ๊คออฟเวลลิงตันในการสู้รบกับกองทัพของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส

สำหรับนายพันตรี ไม่ยากลำบากในการค้นหา ผู้ที่ถูกพาดพิงเป็นถึงนายทหารจากตระกูลใหญ่โต และมีผู้สืบเชื้อสายในออสเตรเลียและในอังกฤษสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันจำนวนมากมาย เขาคือพันตรี “วิเลียม แซนดีส์ เอลริงตัน”

นายพันตรีเอลริงตันผู้นี้ถือกำเนิดที่วอร์เซสเตอร์ไชร์ ในสหราชอาณาจักร เขาได้ยึดอาชีพทหารเฉกเช่นลูกผู้ชายส่วนใหญ่ในตระกูลเอลริงตันยึดถือปฏิบัติ จนกระทั่งได้ยศพันตรี จึงลาออกจากราชการ    แล้วอีกสามปีต่อมาจึงอพยพมาตั้งหลักแหล่งในอาณานิคมนิวเซาท์เวลส์

เขาเดินทางมาถึงซิดนีย์ในปี ๑๘๒๗ (พ.ศ. ๒๓๗๐) พร้อมด้วยนายริชาร์ด กูดเดลล์ เอลริงตันบุตรชายและนางแมรี สมิทแม่บ้านวัย ๗๓ ปีซึ่งดูแลนายพันตรีมาตั้งแต่แบเบาะ จากข้อมูลนี้ทำให้ทราบว่าพันตรีเอลริงตันเป็นพ่อม่าย มิใช่ชายโสด ดั่งในเรื่องที่เล่าขานแต่อย่างใด

ทันทีที่มาถึงซิดนีย์ เซ่อร์ราล์ฟ ดาร์ลิงผู้สำเร็จราชการฯได้ออกที่ดินทำกิน เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ขนาด ๒,๖๕๐ เอเคอร์ (๖,๖๒๕ ไร่) ติดริมฝั่งแม่น้ำโชลเฮเวนใกล้กับเมืองเบรดวูดในปัจจุบัน (บางข้อมูลอ้างว่าเขาได้รับมอบที่ดินทำกิน ๕๐๐ เอเคอร์ หรือ ๑,๒๕๐ ไร่)   ที่ดินทำเลดีและขนาดที่ได้รับถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้สำเร็จราชการมอบให้เป็นพิเศษแก่อดีตนายทหารผ่านศึกจากสหราชอาณาจักร พร้อมกับมอบแรงงานนักโทษจำนวน 5 คนและนักโทษที่ได้รับการปลดปล่อยอีก 2 คน

ในปีที่พันตรีเอลริงตันอพยพมาอยู่ดินแดนแห่งใหม่ เขามีอายุ ๔๖ ปี เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ผมสีแดง ที่หน้าผากมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่จากการถูกคมดาบของข้าศึกในระหว่างสงครามคาบสมุทร  ซึ่งเขาเป็นนายทหารภายใต้การบัญชาการรบของดุ๊คออฟเวลลิงตันในการสู้รบกับกองทัพของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส

เหตุที่เขาเป็นอดีตนายทหารกองทัพอังกฤษและมาจากตระกูลผู้ดีเก่า   ผู้เข้าไปตั้งหลักแหล่งในที่ห่างไกล    ทำให้พันตรีเอลริงตันได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสองตุลาการประจำท้องถิ่น   ทำหน้าที่ตัดสินคดีและรักษากฎหมาย เป็นเหตุให้เขาได้รับแรงงานนักโทษและแรงงานอิสระมาทำงานเพิ่มขึ้นอีก

ภาพวาดของนายโทมัส คลาก (จูเนียร์) และนาย จอห์น คลาก ลูกชายของนายโทมัส คลากคนงานในฟาร์มของพันตรีเอลริงตัน

หนึ่งในจำนวนแรงงานที่ทำงานในฟาร์มของพันตรีเอลริงตันก็คือนาย “โทมัส คลาก” ผู้เป็นบิดาของโทมัสและจอห์น สองพี่น้องจอมโจรนักปล้นรถม้าขนทองคำแห่งเบรดวูด ผู้กลายเป็นขุนโจรปล้นฆ่าอย่างโหดเหยี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย

จนก่อให้เกิดการออกกฎหมายการจับกุมผู้กระทำผิดอาญาร้ายแรงหรือ the Felons’ Apprehension Act ในปี ๑๘๖๖ กฎหมายนี้เปิดทางให้พลเมืองสามารถฆ่าอาชญากรร้ายแรงได้ในทันทีที่เห็น

ในปีต่อมาสองพี่น้องตระกูลคลากได้ถูกจับและถูกนำมาแขวนคอในเมืองซิดนีย์

การจับกุมพี่น้องตระกูลคลาก ในหนังสือพิมพ์เดอะแคนเบอร์ราไทมส์

พันตรีเอลริงตันได้ตั้งชื่อฟาร์มของเขาว่า “เมาท์เอลริงตัน” ภายในปี ๑๘๓๑ (พ.ศ. ๒๓๘๗๔) เขาสามารถซื้อที่ดินเพิ่มเติมเขยิบเข้าไปสู่ตัวเมืองเบรดวูด และขยายไปทางทิศใต้สู่ออราลูนแวลีย์

ในช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๘๓๐ ร้อยตรีคลีเมนท์ เคนส์ เอลริงตันบุตรชายคนโตของพันตรีเอลริงตันได้เดินทางมารับราชการที่อาณานิคมนิวเซาท์เวลส์ในสังกัดกองทหารลาดตระเวนที่ ๔ ในปี ๑๘๓๖ (พ.ศ. ๒๓๗๙)

กองทหารของเขาได้มาประจำการที่พาร์รามัตตา และในปี ๑๘๓๘ (พ.ศ. ๒๓๘๑) กองทหารลาดตระเวนที่ ๔ ได้ย้ายไปที่มัทราสในอินเดีย แต่ในที่สุดเขาก็กลับมาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย

พันตรีเอลริงตันได้ชื่อว่าเป็นคนมีวินัย ทำงานหนัก และอาศัยอยู่ในฟาร์ม ผิดกับเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ ที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้สั่งงาน โดยให้ผู้จัดการฟาร์มเป็นผู้ดูแล   ในขณะที่ตัวเองอยู่อย่างสุขสบายกับครอบครัวหรือญาติพี่น้องในตัวเมืองซิดนีย์

อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ทำให้พันตรีเอลริงตันมีความมั่งคั่งกว่าผู้ตั้งรกรากคนอื่น ๆ   และได้รับยกย่องว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ตั้งรกรากอิสระ แต่คำยกย่องนี้ถือว่าไม่ถูกเสียทีเดียว     แท้จริงเขาเป็นคนโมโหง่ายและใช้เวลาดับอารมณ์ช้ากว่าคนอื่น   เขาใช้งานนักโทษอย่างหนัก แต่เขาก็ทำงานหนักเช่นกัน

เขาปกครองแรงงานด้วยการใช้พระเดชแต่หย่อนยานพระคุณ   และรู้ตัวดีว่าบรรดานักโทษเกลียดเขามากกว่าชอบ   จนทำให้เขาต้องระวังตัวและพกปืนติดตัวอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนั้นผู้พันเอลริงตันยังไม่ลงรอยกับริชาร์ดผู้เป็นบุตรชาย ถึงกลับมีปากเสียงกับบุตรชายอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ เขายังได้ประกาศตัดบุตรชายคนนี้ออกจากกองมรดก และถึงกับมีการท้าดวลดาบให้ตายตกกันไปข้างหนึ่ง   แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่ามีการดวลดาบระหว่างบุตรกับบิดาเกิดขึ้นหรือไม่

นอกจากนั้นความสัมพันธ์ของเขากับร้อยตรีเอลริงตันบุตรชายคนโตก็ไม่ได้ราบรื่นเช่นกัน

กับผู้ไม่ใช่ลูกอย่างนักโทษที่ฟาร์มเมาท์เอลริงตันจึงมักถูกลงโทษทางวินัยอย่างหนักหากอยู่ในช่วงที่เขามีอารมณ์ฉุนเฉียว เป็นต้นว่าถูกโบยอย่างไร้ความปรานีหรือลงโทษทางร่างกายอื่น ๆ

นอกจากนั้นที่บริเวณบ้านของผู้พันเอลริงตันก็มีต้นยูคาลิปตัสขนาดใหญ่สองต้นตามคำร่ำลือจริง แต่เขาจะเคยพิพากษาจับคนมาแขวนคอใต้ต้นกัมใหญ่นอกบ้านหรือไม่ ไม่มีหลักฐานปรากฎในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการจนครบวาระ และไม่ได้รับการแต่งตั้งต่ออันเนื่องมาจากความฉุนเฉียวของเขาเอง

@@@@@

ส่วนนักโทษการเมืองชาวไอริชที่เอาก้อนหินปาผู้พันเอลริงตัน ไม่มีนักขุดคุ้ยประวัติศาสตร์คนใดสืบได้ว่าคือใคร ในช่วงนั้นรัฐบาลอังกฤษสั่งเนรเทศนักโทษชาวไอริชที่มีแนวความคิดแบ่งแยกดินแดนมาปล่อยเกาะที่ออสเตรเลียจำนวนมาก   จนนักโทษการเมืองเหล่านี้เกลื่อนเกาะ และเป็นกลุ่มที่ได้รับความเกลียดชังจากเจ้าหน้าที่ เวลาที่พวกเขาถูกลงโทษก็จะโดนหนักกว่านักโทษอื่น ๆ

แต่ก็มีบันทึกถึงนักโทษชาวไอริชรายหนึ่งเอาก้อนหินปาผู้พันเอลริงตันเช่นกัน   เขาเป็นเด็กชายวัย ๑๕ ปี

แต่บ้านเมืองมีขื่อมีแป แม้จะอยู่ในยุคสมัยกดขี่แรงงานนักโทษก็ตาม   การจับคนไปแขวนคอเล่น ๆ คงจะทำไม่ได้ เด็กชายคนนี้ถูกนำตัวไปมอบให้ตุลาการอาวุโสอีกท่านหนึ่งเป็นผู้พิจารณาคดี และคดีนี้ผู้พันเอลริงตันกลับเป็นฝ่ายแสดงความเมตตาจำเลย เขาช่วยพูดแก้ต่างให้   เพื่อผ่อนโทษจากหนักเป็นเบา   แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เด็กชายรอดจากการถูกแขวนคอ

นอกจากนั้นผู้พันได้ขายบ้านอย่างเร่งด่วนจริง และได้เดินทางออกจากอาณานิคมกลับไปยังอังกฤษในปี ๑๘๔๕ (พ.ศ. ๒๓๘๘) หรือหลังเข้ามาตั้งหลักแหล่งได้ ๑๘ ปี   เป็นการจากไปในขณะที่เขามีความจำเริญรุ่งเรือง โดยที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่มีใครทราบสาเหตุ   หลังจากกลับไปบ้านเกิดแล้ว  พันตรีเอลริงตันก็ได้กลับบ้านเก่าในปี ๑๘๖๐ (พ.ศ. ๒๔๐๓) ในขณะมีอายุ ๗๙ ปี

ป้ายต้อนรับเข้าสู่เมืองเมเจอร์ครีก ระบุปีที่พบทองในพื้นที่คือปี ๒๘๕๑

ในวันที่ ๕ ตุลาคม ๑๘๕๑ (พ.ศ. ๒๓๙๔) มีการขุดพบทองคำในเขตท้องถิ่นโมนาโร โดยนางแบกซ์เตอร์แห่งไอริช คอร์เนอร์เป็นผู้ขุดพบ   ทำให้เกิดการตื่นทองขึ้น มีนักแสวงโชคแห่เข้ามาขุดทองในบริเวณฟาร์มของพันตรีเอลริงตันและบริเวณใกล้เคียง มีบันทึกว่าในปีนั้น (ค.ศ. ๑๘๔๑) ว่า มีนักขุดทองเฉลี่ยวันละ ๒,๐๐๐ คน สามารถขุดทองได้เฉลี่ยคนละ ๑ ออนซ์     พวกเขาได้เรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า “เมเจอร์ครีก” แปลเป็นไทยว่า “คลองพันตรี” หรือ “คลองผู้พัน”   เพื่อเป็นเกียรติแก่พันตรีเอลริงตันผู้บุกเบิกพื้นที่ดังกล่าว

หลังจากหมดยุคตื่นทองไปแล้ว พื้นที่แห่งนี้ได้กลับมาเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวสาลีตามเดิม จนกระทั่งเข้าสู่ทศวรรษที่ ๑๘๙๐ จึงเปลี่ยนมาเป็นฟาร์มเลี้ยงวัวนม และฟาร์มปลูกผัก และพืชไร่ อย่างข้าวโอ๊ค, ข้าวโพด, มันฝรั่ง และหัวผักกาดเป็นต้น ไปพร้อมกับการทำฟาร์มเลี้ยงม้าแข่ง

เอลริงตันโฮเทลหลังดั้งเดิม (The Old Elrington Hotel)

 

โรงแรมเอลริงตันสร้างในปี ๑๙๑๓ ตรงข้ามถนนเป็นที่ตั้งโรงแรมเก่าสร้างในปี ๑๘๕๖ แต่ถูกรื้อถอนไปแล้ว ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นผับเก่าแก่ของเมืองซึ่งก่อตั้งในปี ๑๘๕๖ (พ.ศ. ๒๓๙๙) ก็ได้รับการให้ชื่อว่า “เอลริงตันโฮเทล” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้พันเอลริงตันเช่นกัน ผับหลังนี้ปัจจุบันถูกรื้อถอน แล้วสร้างขึ้นใหม่ในอีกฝากถนนหนึ่งในปี ๑๙๑๓ (พ.ศ. ๒๔๕๖) โดยยังคงชื่อเดิมอยู่

ในทุก ๆ ปีของวันที่ 20-22 พฤศจิกายนเขาจะมีเทศกาล Majors Creek ครับ

ช่วงท้ายนี้ก็ถึงบทสรุปว่า ผีที่เมเจอร์ครีกมีจริงหรือไม่? ผู้ที่ทราบมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ พันตรีวิเลียม แซนดีส์ เอลริงตัน   ผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้เห็นผีคนเดียว   แต่สำหรับผมแล้วเชื่อว่า เป็นเรื่องอุปโลกน์ที่มีคนคิดผูกเรื่องเข้ากับเหตุการณ์จริงจนเป็นเรื่องเป็นราว แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง…… พบกันใหมฉบับหน้าครับ

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย, บทความ ตามใจฉัน

Tags: , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: