สังหารหมู่ที่ลาสเวกัส มือปืนเช่าโรงแรมอยู่กับคนรักสัญชาติออสซี่

นสพ. The Courier Mail ฉบับ 3 ต.ค. 2017 เป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์หลักของออสเตรเลียทุกฉบับที่เสนอข่าวการสังหารหมู่ที่ลาสเวกัส โดยระบุว่าเป็นการยิงลงมาจากห้องพักบนชั้นที่ 32 และมีสตรีอดีตชาวเมืองโกลด์โคสต์เกี่ยวข้องกับมือปืน

3 ต.ค. 2017 เหตุการณ์สังหารหมู่ผู้เข้าร่วมชมเทศกาลดนตรีคันทรี The Route 91 Harvest Music Festival ทำให้มีผู้เสียชีวิต 58 คนบาดเจ็บอีกกว่า 500 คนโดยยิงจากโรงแรมฝั่งตรงข้าม ซึ่งมือปืนพักอยู่กับสตรีสัญชาติออสเตรเลีย

นาง Marilou Danley วัย 62 ปีผู้ถือสัญชาติออสเตรเลียเชื้อสายฟิลิปปินส์ (ข่าวบางสำนักว่าอินโดนีเซีย) จากเมืองโกลด์โคสต์ถูกตามตัวพบอยู่ในลาสเวกัสรัฐเนวาดา หลังจากที่เอกสารแสดงตัวของเธอถูกพบอยู่ภายในห้องพักของโรงแรม Mandalay Bay Resort and Casino ที่นาย Stephen Paddock วัย 64 ปีใช้เป็นที่ซุ่มยิงผู้เข้าชมการแสดงดนตรีแนวคันทรี

ภาพแผนผังแสดงที่ตั้งของโรงแรม Mandalay Bay Resort and Casino ซึ่งอยู่ปลายสุดของเมืองลาสเวกัสโดยติดกับสนามบิน และมีสถานที่จัดแสดงดนตรีกลางแจ้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรม : ภาพจากนสพ. The Daily Mail

นาย Paddock ได้สังหารผู้เข้าชมดนตรีกลางแจ้งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนของโรงแรมด้วยการใช้ปืนไรเฟิลอัตโนมัติซึ่งเขาเตรียมไว้ถึง 10 กระบอกยิงกราดจากห้องพักบนชั้น 32 ลงมายังลานดนตรีฝั่งตรงข้ามหลายร้อยนัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 58 คนและบาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 500 คน

ภาพนาย Stephen Paddock ปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ : ภาพจากสำนักข่าว AP

เป็นที่เชื่อว่านาย Paddock ได้ยิงตัวเองเสียชีวิตก่อนที่ตำรวจจะบุกเข้าไปถึงห้องพักของเขา หลังจากใช้เวลาก่อเหตุสังหารหมู่กว่าครึ่งช่ัวโมงหลังจากที่เขาเริ่มยิงในเวลา 22.00 น. (ถือว่าตำรวจเข้าระงับเหตุช้ามาก)

จากการสอบสวนพบว่านาย Paddock และนาง Danley ได้เข้าพักที่โรงแรม Mandalay Bay Resort ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวมาตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน เขาได้สั่งจองห้องพักเป็นการล่วงหน้าโดยระบุขอห้องพักหมายเลข 32135 ของชั้นที่ 32 จากทั้งหมด 43 ชั้นซึ่งเป็นจุดเหมาะต่อการใช้ปืนยิงลงมายังสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรีซึ่งอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม

ทางการสหรัฐได้ตามพบนาง Danley ในคืนนั้นและได้นำตัวไปสอบปากคำ ก่อนแถลงข่าวว่า ทางการเชื่อว่านาง Danley ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการสังหารหมู่ครั้งนี้

ภาพนาง Marilou Danley ถ่ายย้อนหลังเมื่อประมาณ 20 กว่าปีเศษ : ภาพจากนสพ. The Courier Mail ต้นฉบับจากเพื่อน ๆ ของเธอที่โกลด์โคสต์

จากคำบอกเล่าของเพื่อนสนิทของนาง Danley กล่าวว่า เธออพยพมาจากฟิลิปปินส์เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองโกลด์โคสต์เป็นเวลาสิบปีเศษ โดยแต่งงานกับชายชาวออสเตรเลีย หลังจากสามีเสียชีวิตเธอได้ย้ายไปอยู่สหรัฐเมื่อราว 20 ปีที่ผ่านมา โดยกลับมาออสเตรเลียในบางครั้ง

นาง Lisa Werner หนึ่งในน้องสาว (หรือพี่สาว) ของนาง Danley ซึ่งล้วนแต่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม (ข่าวบางสำนักระบุว่านาง Danley ถือหนังสือเดินทางออสเตรเลียแต่เกิดในประเทศอินโดนีเซีย)

หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ของสหรัฐได้ติดตามหานาง Danley เพราะก่อนหน้านี้มีผู้รายงานว่า ก่อนเกิดการยิงกันประมาณ 45 นาทีมีสตรีวัยประมาณ 60 ปีเศษวิ่งผ่านฝูงชนแล้วตะโกนว่า “พวกคุณทั้งหมดกำลังจะตาย” นอกจากนั้นตำรวจยังได้ภาพรถฮุนไดเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาเธออีกด้วย

ข้อมูลเฟสบุ๊คของนาง Danley ได้กล่าวถึงตัวเองว่า “เป็นแม่ที่ภาคภูมิใจและเป็นยายที่มีชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ”

เธอยังมีบ้านที่อาศัยอยู่กับนาย Paddock ที่นอกเมืองลาสเวกัส ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกตำรวจเข้าตรวจค้นด้วย

นส. NT News ฉบับ 3 ต.ค. 2017 เป็นหนึ่งในสือพิมพ์หลักของออสเตรเลียแห่งเดียวที่ขึ้นหน้าหนึ่งข่าวสังหารหมู่ในลาสเวกัสที่แตกต่างจากสื่ออื่น ด้วยการขึ้นภาพสตรีชาว NT สองคนที่อยู่ในเหตุการณ์สังหารหมู่

ในเหตุการณ์ครั้งนี้มีชาวออสเตรเลียเข้าไปมีส่วนในเหตุการณ์หลายคน จิงโจ้นิว์ขอยกตัวอย่างที่เป็นข่าวเฉพาะบางรายดังนี้

รายแรกคือนาย Brian Hodge ผู้เกิดในเมือง Wagga Wagga รัฐนิวเซาท์เวลส์ผู้ซึ่งทำงานในกองทัพอากาศสหรัฐ กล่าวว่าเขาพักอาศัยอยู่ในห้องติดกันกับมือปืนผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ โดยนาย Paddock และคนรักชาวออสเตรเลียของเขาพักที่ห้อง 32135 ในขณะที่เขาพักอยู่ที่ห้อง 32134

เขากล่าวว่า ขณะเกิดเหตุเขาอยู่ในห้องกับเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง นาย Paddock ได้ยิงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนชั้น 32 ที่เขาพักอยู่ สถานการณ์ทำให้เขาและเพื่อนหลบหนีออกมาอยู่ภายในโรงแรม แต่มาพบกับสถานการณ์คนหมู่มากพากันหลบหนีตาย กว่าจะมาพบตัวเองอีกครั้งก็เข้าไปหลบอยู่ในพุ่มไม้อีกฝากหนึ่งของโรงแรมร่วมกับแขกของโรงแรมคนอื่น ๆ อยู่ประมาณสองชั่วโมง ก่อนที่หน่วยสวาท (SWAT) จะมาบอกว่าสถานการณ์ปลอดภัย

นาย Brian Hodge : ภาพจากนสพ. The Courier Mail

และชาวออสเตรเลียอีกคู่หนึ่งคือนาย Brenton และนาง Jessie Wingard กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุเขา, ภรรยาและเพื่อนอยู่ในส่วนวี.ไอ.พี.ของผู้เข้าร่วมชมการแสดงดนตรีคันทรี

นาย Wingard วัย 44 ปีผู้เป็นน้องชายของนาย Corey Wingard ส.ส.รัฐเซาท์ออสเตรเลียกล่าวว่าขณะที่นักร้อง Jason Aldean ขึ้นร้องเพลงไปได้ครึ่งเพลงก็มีเสียงดังรั่ว ตอนนั้นหลายคนยังคิดว่าเป็นเสียงคนจุประทัดหรือพลุ เสียงได้หยุดไปสองชุดจนถึงชุดที่สามจึงเริ่มเห็นคนนอนบนพื้นมากขึ้น มีคนช่วยทำ CPR เสียงดนดีจึงได้สงบลง แล้วนักร้องได้วิ่งเขาไปหลบหลังเวที ช่วงนี้หลายคนรู้แล้วว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงปืน เขาและภรรยาและคนอื่น ๆ ได้ก้มลงหมอบโดยมีม้านั่งและแผ่นแคลดดิิ้ง (cladding) เป็นที่กำบังกาย

นาย Wingard กล่าวว่าตอนนั้นเขานึกถึงเหตุการณ์สังหารหมูที่ Columbine ในปี 1999 ที่วัยรุ่นคนร้ายถือปืนเข้ามากราดยิงเพื่อนนักเรียนภายในโรงเรียนมัธยม Columbine High ทำให้เขาและคนอื่น ๆ จำต้องคลานไปหาที่หลบซ่อนที่มั่นคงกว่า เพราะหากคนร้ายบุกขึ้นมาที่บริเวณรอบเวทีพวกเขาคงไม่รอดแน่

ตอนนั้นมีคนหลายคนเริ่มใช้แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ ความกลัวทำให้เขาคิดไปว่าเป็นแสงจากปืนของคนร้าย และคิดว่าจุดจบของชีวิตเขาและภรรยาได้มาถึงแล้ว

เขาและภรรยาได้คลานผ่านศพที่ถูกยิง และมารู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเขามาหลบอยู่ข้างรถยนต์ซึ่งมีตำรวจสองนายใช้มันเป็นที่กำบังกระสุนอยู่แล้ว

นาง Jessie และนาย Brenton Wingard ผู้อยู่ในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ลาสเวกัส : ภาพจากเฟสบุ๊ค

การสังหารหมู่ครั้งนี้ถูกระบะว่าเป็นการสังหารหมู่จากการกระทำของคน ๆ เดียวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยทำลายสถิติการสังหารหมู่โดยฝีมือคน ๆ เดียวซึ่งเกิดขึ้นโดยนาย Omar Mateen ได้ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 49 ศพและบาดเจ็บ 58 รายที่ไนท์คลับ Pulse สถานที่เที่ยวราตรีของชาวเกย์ที่เมืองออร์แลนโดรัฐฟลอริด้าในเดือนมิถุนายนปี 2016

ทางการสหรัฐเปิดแถลงข่าวว่าการสังหารหมู่ครั้งนี้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายใด ๆ

อย่างไรก็ตามกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามหรือ ISIS หรือ Deash ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบในเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยกล่าวว่านาย Paddock เป็นสมาชิกคนหนึ่ง โดยเขาเพิ่งเขารีตหันมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อไม่นานมานี้

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่งานเทศกาลดนตรีคันทรี Route 91 Harvest Music Festival ในลาสเวกัส : ภาพจากนสพ. The Daily Mail

รายงานข่าวที่ออกมาในวันที่ 4 ตุลาคม เป็นการยืนยันว่านาง Marilou Danley เป็นผู้ถือสัญชาติออสเตรเลียเชื้อสายฟิลิปปินส์ ก่อนเกิดเหตุนาย Stephen Paddock มือปืนผู้สังหารหมู่ได้ส่งเธอกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดในประเทศฟิลิปปินส์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมส่งเงินเข้าบัญชีของเธอในประเทศฟิลลิปปินส์อีกเป็นจำนวนเงิน 125,000 เหรียญ

ขณะนี้นาง Danley ได้เดินทางกลับไปลาสเวกัสเพื่อให้ปากคำแก่ตำรวจสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐ

ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมที่ออกมาในวันนี้ 4 ตุลาคมเช่นกัน มียอดผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 59 คนและบาดเจ็บ 527 คน  

จากการตรวจค้นห้องพัก 32135 ของโรงแรม Mandalay Bay Resort ที่นาย Paddock พักอาศัยตำรวจพบปืนร้ายแรงจำนวน 23 กระบอก รวมถึงปืนไรเฟิลจู่โจม AR-15 และปืนไรเฟิลจู่โจม AK-47 และพบรังบรรจุกระสุนประสิทธิภาพสูงมีขีดความสามารถในการยิงได้ถึง 800 นัดต่อหนึ่งนาทีอีกด้วย

ต่อมาตำรวจได้ตามไปตรวจค้นที่บ้านของเขาพบอาวุธปืนอีก 19 กระบอก

นสพ. The Courier Mail ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2017 กรอบสองที่พิมพ์ออกมาเป็นกรณีพิเศษพาดหัวข่าว “สังหารหมู่จากชั้นที่ 32”

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: