เจ้าของร้านมิลค์บาร์ในเมลเบิร์นยั๊วจัด ติดป้ายห้าม “ผิวดำและหมา” เข้าร้าน

 

ป้าย “ห้ามผิวดำ 14-18 ปีและหมาเข้าร้าน” ที่นาย Lunjie Lin นำมาติดไว้ที่กระจกหน้าร้าน : ภาพจากทีวี 7 News

15 เม.ย. 2017 นครเมลเบิร์นได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงที่วัยรุ่นผิวสีก่อปัญหาในหลายพื้นที่ จนตำรวจรัฐวิกตอเรียยอมรับว่าหนักใจ ล่าสุดเจ้าของร้านมิลค์บาร์ทนพฤติกรรมไม่ไหวติดป้ายหน้าร้าน “ห้ามผิวดำ 14-18 ปีและหมาเข้าร้าน” จนก่อให้เกิดความเห็นขัดแย้งในเรื่องการรังเกียจสีผิวเกิดขึ้น

ผู้จุดประกายความขัดแย้งด้านเชื้อชาติครั้งนี้คือนาย Lunjie Lin ผู้อพยพจากประเทศจีนเจ้าของร้านมิลค์บาร์และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ถนน Burleigh Rd. ในย่าน Melton ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางนครเมลเบิร์นไปทางตะวันตก 35 กม. ด้วยการพิมพ์ข้อความภาษาอังกฤษติดที่กระจกหน้าร้านว่า “ห้ามผิวดำ 14-18 ปีและหมาเข้าร้าน” หลังจากในช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 14 เมษายนร้านของเขาถูกวัยรุ่นเชื้อสายซูดานเข้ามาหยิบฉวยสินค้าไปอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง

ร้านของนาย Lunjie Lin ที่ถนน Burleigh Rd. ย่าน Melton นครเมลเบิร์น : ภาพจากนสพ. Herald Sun

นาย Lin กล่าวด้วยภาษาอังกฤษอย่างกระท่อนกระแท่นว่า เหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นเชื้อสายซูดานเข้ามาหยินฉวยสินค้าไปได้เกิดขึ้น 20 ครั้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

เมื่อเขาพยายามที่จะหยุดวัยรุ่นเพื่อขอสินค้าคืน วัยรุ่นผิวสีตัวใหญ่ก็ยืนท้าทายด้วยคำพูดรุกเร้าให้เขาใช้กำลังโต้ตอบว่า “ชกฉันซิ! ชกฉันซิ! ชกฉันซิ!” ซึ่งนาย Lin ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเขาจะเป็นฝ่ายผิดทันทีหากใช้กำลังกับกลุ่มวัยรุ่น ในทางกลับกันเขาก็เป็นเพียงคนจีนต่างถิ่นตัวเล็ก ๆ คนเดียว ในขณะที่กลุ่มวัยรุ่นตัวโตกว่าเขามากและมากันครั้งละ 8 ถึง 10 คน

นาย Lin กล่าวว่า ตอนนั้นเขาโกรธและท้อแท้มาก จึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความดังกล่าวปิดไว้ที่กระจกหน้าร้าน หลังจากไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเมื่อเขาใจเย็นลง ก็คิดว่าจะเอาป้ายออกเหมือนกัน

เขากล่าวว่า สิ่งที่เขาทำไปก็เพื่อหวังจะไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นเข้ามาขโมยสินค้าและก่อกวนในร้านของเขาอีก

เขาเคยพึ่งตำรวจ ทุกครั้งที่โทรแจ้งความ สิ่งที่ได้รับก็คือตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้

ภาพบันทึกจากกล้อง CCTV บันทึกเวลา 7.48 น. ของวันที่ 14 เมษายน ขณะนาย Lunjie Lin เจ้าของร้านบอกให้วัยรุ่นผิวสี 8 คนออกไปจากร้าน จะเห็นว่าวัยรุ่นคนสุดท้ายมีสินค้าติดมือไปด้วยเช่นคนอื่น ๆ ที่ออกไปก่อนหน้าเขา : ภาพจากทีวี 7 News

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาติดป้ายห้ามวัยรุ่นผิวสีและสุนัขเข้าร้าน ป้ายดังกล่าวได้ถูกถ่ายภาพและนำไปโพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ทันที และถูกส่งไปยังสถานีวิทยุ 3AW และทีวี 7 News, SBS และสื่อหนังสือพิมพ์จากค่ายต่าง ๆ   จนก่อให้เกิดความเห็นขัดแย้งขยายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

นาย Ivan Dunlop ผู้อยู่อาศัยในย่าน Melton มาอย่างยาวนานกล่าวว่า เขาไม่เคยเห็นความตึงเครียดทางด้านเชื้อชาติเช่นนี้มาก่อน Melton เป็นย่านที่ดีมาก เขาไม่เคยเห็นใครกระทำรุนแรงอย่างที่นาย Lin ทำมาก่อน และย้ำว่า Melton เป็นย่านที่น่าอยู่และเป็นชุมชนที่มีคนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเข้ากันได้ดี

แต่ Michael วัย 19 ปีผู้ขอไม่ให้เปิดเผยนามสกุลเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายถูกทำร้ายกล่าวว่า Melton เป็นย่านที่มีปัญหาคนผิวสีอย่างฝังลึกราก สำหรับเขามาจากย่าน Frankston (42 กม.ทางตะวันออกเฉียงใต้ของใจกลางนครเมลเบิร์นซึ่งเป็นถิ่นที่มีปัญหาวัยรุ่นผิวสีเช่นกัน) เมื่อมาอยู่ที่ย่าน Melton กลับพบว่ามีปัญหาวัยรุ่นผิวสีร้ายแรงกว่าทุกย่านที่เขาประสบมา แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยต่อการที่นาย Lin ติดป้ายแสดงถึงการเกลียดชังคนผิวสี

ทางด้านโฆษกหญิงของสำนักงานตำรวจรัฐวิกตอเรียกล่าวว่า ตำรวจได้รับรายงานถึงการติดป้ายประกาศเชิงเหยียดสีผิวและย้ำว่าตำรวจรัฐวิกตอเรียไม่สนับสนุนให้ใช้ภาษาดังกล่าวที่เข้าข่ายไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามนาย Lin ได้ตัดสินใจถอดป้ายดังกล่าวออกไป ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทราบว่า ป้ายดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดความขัดแย้งในสังคม และเกรงว่าเขาอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาเลือกที่รักมักที่ชังทางด้านเชื้อชาติ

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: