เดอะแลนด์ลอร์ด ตอน ๑๑ ไอติม..ที่หายไป

เดอะแลนด์ลอร์ด ตอน ๑๑ ไอติม..ที่หายไป

โดยไม้ซีกขีด

601tamjai-02

ตามใจฉัน “เดอะแลนด์ลอร์ด ตอน ๑๑ ไอติมที่หายไป” เป็นตอนที่ 601 ของไม้ซีกขีด ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2013 มีเนื้อหาดังนี้ครับ

บทความ “เดอะแลนด์ลอร์ด ตอน ๑๑ ไอติมที่หายไป” ในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ปี 2013

บทความ “เดอะแลนด์ลอร์ด ตอน ๑๑ ไอติมที่หายไป” ในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ปี 2013

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพรัก   นับตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ.. ประมาณเอาว่าน่าจะต้นปีนี้เป็นต้นมา ผมเพิ่งมารู้ตัวว่า มีบางสิ่งที่ขาดหายไปจากความคุ้นเคย   ในช่วงประมาณบ่ายสามโมงถึงสี่โมงเย็น คือเสียงเพลง “กรีนสลีฟส์” (Greensleeve) จากรถขายไอศกรีมหรือออกเสียงอย่างไทย ๆ ว่า “ไอติม”

ผมเข้าใจว่าเขา คงขายไม่ดี จึงเลิกขาย ก็เด็ก ๆ ละแวกบ้านผม มีทางเลือกอื่นคือ สามารถซื้อจากร้านหัวมุมถนน (corner shop) หรือที่ห้างวูลเวิร์ทส์ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร     แค่เสียเวลาวิ่งไปซื้อแล้วเดินกลับมาถึงบ้าน ไอติมยังไม่ละลายแม้แต่หยดเดียว   แถมราคาถูกกว่าด้วย

วันนี้ผมนึก ครึ้มใจอยากฟังเพลง “กรีนสลีฟส์” ขึ้นมาตะหงิด ๆ เลยเข้าอินเทอร์เน็ต แล้วเปิดฟัง “ติ่งติ้งติ๊งติ๊ง ติ๊งติงติง-ติงติ่ง…” เท่านั้นเองน้องพลอย เฌอมาลย์ (นามตั้งให้) สมาชิกคนใหม่ของบ้านโผล่ออกมายิ้มหน้าบานแล้วพูดว่า “เพลงนี้คุ้น ๆ” ตามด้วยไอ้น่ารัก (นามตั้งให้เช่นกัน) ออกมาบอกว่า “นี่มันเสียงรถขายไอศกรีมนี่”

เธอใช้คำว่า “ice cream truck” อย่างถูกต้องตามแบบเด็กออสซี่เป๊ะ ถ้าเป็นเด็กอังกฤษต้องเรียกว่า “ice cream van” ก็เนื่องจากไอ้น่ารักเข้ามาเรียนหนังสือในรัฐควีนสแลนด์ดินแดนรถแวนขายไอติม ตั้งแต่ชั้นมัธยม   ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับผมเมื่อจบม.ปลาย จึงซึมซับเอาความเป็นออสซี่ไว้เต็มตัว

ฉบับนี้ผมจึงได้หัวข้อเขียนคือเรื่องของไอติมครับ

รถขายไอติม "Mr Whippy" รุ่นปี ๑๙๖๐ ในสภาพปรับปรุงใหม่เอี่ยม

รถขายไอติม “Mr Whippy” รุ่นปี ๑๙๖๐ ในสภาพปรับปรุงใหม่เอี่ยม

@@@@

ไอศกรีมถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อใด ยังเป็นที่ถกเถียงกัน   แต่เท่าที่มีหลักฐานบันทึกมีเกิดขึ้นทั้งในยุคโรม, เปอร์เชีย และจีนโบราณ

ในศตวรรษที่ ๗ (หมายถึงค.ศ. ๖๐๑ ถึง ค.ศ. ๗๐๐) ตรงกับราชวงศ์ถังของจีน   มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่ามีการทำโยเกิร์ตจากนมควาย, นมวัว หรือนมแพะเติมรสชาติต่าง ๆ และการบูร   นำมาเก็บไว้ในที่เย็นจัดด้วยการใช้หิมะผสมเกลือกลบทับ   ก่อนนำมาเสริฟเป็นของหวาน ซึ่งเป็นอาหารสำหรับราชสำนักและยังไม่ใช่ “ไอศกรีม” เสียทีเดียว

ต่อมาในศวรรษที่ ๘ ชาวเปอร์เชียได้ใช้หิมะและเกลือในการทำน้ำแข็ง นำมาทำขนมหวานของพวกเขา   ซึ่งไม่มีคำบรรยายถึงรูปแบบ ทำให้ผมจินตนาการว่าน่าจะคล้ายน้ำแข็งไส หรือน้ำแข็งกด ราดด้วยน้ำหวานอย่างเด็กไทยสมัยก่อนเคยกินกัน

ชาวยุโรปได้เรียนรู้วิธีทำน้ำแข็งจากชาวเปอร์เชีย ต่อมาในศตวรรษที่ ๑๖ (หมายถึงปีค.ศ. ๑๕๐๑ ถึงค.ศ. ๑๖๐๐) พ่อครัวชาวอิตาลีได้ทำน้ำแข็งจากนมสดเป็นขนมหวานสำหรับราชสำนัก   ของหวานนี้ต่อมาได้รับความนิยมไปทั่วยุโรป

อีกร้อยกว่าปีต่อมาคือในปี ๑๖๗๐ (พ.ศ. ๒๒๑๓) นายฟรานซิสโก พอร์กอปิโอพ่อครัวจากเกาะซิซิลีได้เปิดร้านคาเฟ่ในกรุงปารีส เขาได้ริเริ่มขายขนมหวานซอร์เบท (ของหวานแช่แข็ง) และน้ำแข็งหวานเป็นรายแรก จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

ไอศกรีมที่ใช้นมและครีมเป็นส่วนผสมพื้นฐาน เพิ่งจะเป็นขนมหวานที่แพร่หลายอย่างทั่วไป   ในทศวรรษที่ ๑๘ และในทศวรรษนี้เองได้มีการตีพิมพ์วิธีการทำไอศกรีมเป็นภาษาอังกฤษเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ๑๗๑๘ (พ.ศ. ๒๒๖๑) ในตำราทำอาหารของนางแมรี เอลส์ ด้วยการแนะนำการทำไอศกรีมอย่างง่าย ๆ

คำว่า “ice cream” ถูกบรรจุอยู่ในพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด (Oxford English Dictionary) ครั้งแรกในฉบับตีพิมพ์ปี ๑๗๔๔ (พ.ศ. ๒๒๘๗)

ในยุคนั้น   การทำไอศกรีมในอังกฤษ ยุโรปและอเมริกาใช้เครื่องมือเดียวกับที่ระบุไว้ในตำราทำอาหารของนางแมรี เอลส์ คือเป็นถังโลหะ

แต่ที่สหรัฐอเมริกาไอศกรีมกลับได้รับความนิยมมากกว่า และแพร่หลายอย่างรวดเร็วกว่าในยุโรป

ในปี ๑๘๔๖ (พ.ศ. ๒๓๘๙) นางแนนซี่ จอห์นสันแห่งฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนียได้ประดิษฐ์ถังปั่นไอศกรีม ตัวถังทำด้วยไม้เป็นรายแรก ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าแบบถังโลหะ

ถังไม้ปั่นไอศกรีมอย่างที่นางแนนซี่ จอห์นสันประดิษฐ์

ถังไม้ปั่นไอศกรีมอย่างที่นางแนนซี่ จอห์นสันประดิษฐ์

ในปี ๑๘๕๑ (พ.ศ. ๒๓๙๕) นายจาค็อบ ฟัสเซลได้ออกแบบก่อสร้างโรงงานผลิตไอสกรีมขึ้นที่เมืองบัลติมอร์ ในรัฐแมรีแลนด์ สามารถขยายกำลังผลิตส่งไปขายในต่างรัฐได้ โรงงานแห่งนี้ยังเป็นผู้ให้กำเนิดไอศกรีมโซดา   ซึ่งกรรมวิธีไม่มีอะไรมากนอกจากตักก้อนไอศกรีมใส่ลงไปในน้ำโซดาเท่านั้น แต่ก็ทำเอาวัยรุ่นอเมริกันในยุคนั้นคลั่งไคล้ไปตาม ๆ กัน

นอกจากนั้นชาวอเมริกันยังเป็นผู้ค้นคิดกรวยชนิดกินได้เป็นภาชนะใส่ไอสกรีม หรือ ice cream cone โดยเริ่มปรากฎขึ้นในปี ๑๘๘๘ (พ.ศ. ๒๔๓๑) และถูกนำเผยแพร่ต่อชาวโลกครั้งแรกที่งานแสดงสินค้านานาชาติที่เมืองเซนต์หลุยส์ในรัฐมิสซูรีในปี ๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๕๑)

ไอศกรีมแม้จะเกิดในอังกฤษก่อนสหรัฐหลายปี แต่เด็กอังกฤษในศตวรรษที่ ๒๐ มองไอศกรีมว่าเป็นอาหารหวานของชาวอเมริกัน ร้านมิลค์บาร์ที่กำลังเป็นที่นิยม   ถูกมองว่าเป็นของอเมริกันชน รูปแบบของมันได้ย้อนกลับเข้ามาสู่อังกฤษ, ยุโรป และมาไกลถึงออสเตรเลีย

หนึ่งในจำนวนผู้บุกเบิกร้านมิวค์บาร์ในอังกฤษคือผู้อพยพจากอิตาลีชื่อนาย “คาร์ไมน ฟอร์เต้” ผู้ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเรียกอย่างอังกฤษว่าเป็น “ชาร์ลส์” ได้เปิดร้านมิลค์บาร์ที่ถนนรีเจนท์ ในกรุงลอนดอนในปี ๑๙๑๒ (พ.ศ. ๒๔๕๕) จนร่ำรวยสามารถขยายกิจการเป็นเจ้าของโรงแรม และธุรกิจรับส่งอาหาร

นางมาร์กาเรต แทตเชอร์นายกรัฐมนตรแห่งสหราชอาณาจักรปี ๑๙๗๙ ถึง ๑๙๙๐

นางมาร์กาเรต แทตเชอร์นายกรัฐมนตรแห่งสหราชอาณาจักรปี ๑๙๗๙ ถึง ๑๙๙๐

ในปี ๑๙๓๙ (พ.ศ. ๒๔๘๒) ทีมนักเคมีชาวอังกฤษในจำนวนนี้รวมถึงนักวิจัยสาวผู้มีนามว่า “มาร์กาเรต แทตเชอร์” ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นหญิงเหล็กแห่งอังกฤษ์ได้คิดค้นการทำให้ไอศกรีมฟูขึ้น จนมีน้ำหนักเบาและอ่อนนุมขึ้น สามารถตักใส่ภาชนะได้ง่ายขึ้น   และเหนืออื่นใดมันหมายถึงเนื้อสารเท่าเดิม แต่ปริมาณเพิ่มขึ้น และต้นทุนลดลงอีกด้วย

ในปี ๑๙๖๒ นายฟอร์เต้ หรือหนุ่มชาร์ลส์ของเรา ได้ริเริ่มทำธุรกิจขายไอศกริมเคลื่อนที่   ด้วยการเร่ขายไอศกรีมตักใส่ถ้วยหรือโคนขาย กิริยาตักไอศกรีมนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า “whipping ice cream” เขาจึงเรียกชื่อธุรกิจรถขายไอศกรีมของเขาว่า “Mr Whippy” กิจการของเขาขยายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยรถขายไอติมหลายร้อยคัน   แล้วในอีกไม่กี่ปีต่อมาธุรกิจรถขายไอศกริม “มิสเตอร์วิปปี้” ก็ได้ขยายมาสู่นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ด้วยการเปิดทำนองเพลง “กรีนสลีฟส์” วิ่งขายตามถนนต่าง ๆ อันเป็นที่มาของชื่อตอน “ไอติม..ที่หายไป” ไงละครับ

หมายเหตุ ลองมาฟังเพลง Greensleeve อันนี้จิงโจ้นิวส์เสริมขึ้นมา โดยต้นฉบับไม่มีครับ

@@@@

สำหรับประวัติไอศกรีมในออสเตรเลีย น่าจะมีเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ๆ ก่อตั้งอาณานิคม โดยมีครอบครัวนายทหารนำเอาเครื่องทำไอศกรีมเข้ามาปั่นไอติมรับประทานกันภายในครอบครัวและเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน

ในด้านการผลิตไอศกรีมเพื่อการค้า ที่มีหลักฐานแน่นอนคือการทำไอศกรีมเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) หรือเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา   โดยนาย “เฟรด ปีเตอร์” ผู้อพยพจากสหรัฐเข้ามาแสวงโชคที่ซิดนีย์   เขาเกิดถวิลหาของหวานอย่างที่เคยกินในบ้านเกิด   แต่หากินไม่ได้ จึงเห็นช่องทางทำมาหากิน   ทำธุรกิจขายไอศกรีม ด้วยการใช้พื้นที่หลังบ้านในย่านแมนลีทางฝั่งเหนือของอ่าวซิดนีย์เป็นที่ผลิตไอศกรีมสูตรของมารดา และใช้ม้าเทียมเกวียนในการเร่ขายไอศกรีม

เมื่อพบว่าธุรกิจของเขาไปได้ดีตามคาด   จึงขยับขยายมาตั้งบริษัทปีเตอร์ อเมริกัน ดิลิเคซี่ จำกัด โดยมีโรงงานอยู่ที่ย่านเรดเฟิร์น   ผลิตไอศกรีมภายใต้โลโก้สกุลของเขาคือ “Peters”

ต่อมาในปี ๑๙๒๗ (พ.ศ. ๒๔๗๐) นายปีเตอร์ได้ย้ายโรงงานไปที่ย่านเมเยอร์ส เพลสในใจกลางนครเมลเบิร์น   จากนั้นในปี ๑๙๖๔ (พ.ศ. ๒๕๐๗) จึงย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ย่านมัลเกรฟทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมลเบิร์น และใช้ที่นี่เป็นโรงงานผลิตจนถึงปัจจุบัน

ในปัจจุบันบริษัทเนสเติ้ลเป็นเจ้าของสินค้าไอศกรีมปีเตอร์ โดยมีสินค้าไอศกรีมวางขายได้แก่ Choc-Wedge, Drumstick และ Monaco Bar เป็นต้น

เมื่อเอ่ยถึงไอศกรีม “ปีเตอร์” แล้วไม่เอ่ยถึงไอศกรีม “สตรีท” ก็ดูกระไรอยู่   เพราะ “ปีเตอร์” คือไอศกรีมที่มียอดขายเป็นเบอร์สองของออสเตรเลีย     ส่วน “สตรีท” คือเบอร์หนึ่งของประเทศ   และเป็นบริษัทที่ตกอยู่ในมือต่างชาติด้วยกันทั้งคู่เรียบร้อยแล้วครับ

ร้านมิลค์บาร์ธุรกิจแนวใหม่ในทศวรรษที่ ๒๐ ภาพนี้เป็นร้านที่เมลเบิร์น

ร้านมิลค์บาร์ธุรกิจแนวใหม่ในทศวรรษที่ ๒๐ ภาพนี้เป็นร้านที่เมลเบิร์น

ไอศกรีมสตรีทเกิดขึ้นในปี ๑๙๒๐ (พ.ศ. ๒๔๖๓) เมื่อนาย “เอ็ดวิน สตรีท” หรือ “เท็ด” ผู้ยึดอาชีพขายกระดุมเสื้อและผ้าฝ้ายกับภรรยาผู้เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้ คิดเปลี่ยนอาชีพตามกระแส ด้วยการก่อตั้งร้านมิลค์บาร์ขึ้นที่ตำบลคอร์ริมัล ขึ้นกับเมืองวูลลองกองในรัฐนิวเซาท์เวลส์   ที่ร้านมิวค์บาร์แห่งนี้   เขาได้ทำไอติมขึ้นโดยใช้ชื่อสินค้าว่า “สตรีท” (Street) ตามชื่อสกุลของเขา

ลูกค้าคนแรกของไอติมสตรีทเป็นชาวท้องถิ่นคอร์ริมัลมีนามว่านาย “ป็อบ วิ้งค์” ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง (ผมคิดเอง) ที่ทำให้เขาตั้งชื่อสินค้าไอติมชนิดหนึ่งที่ออกวางตลาดในปี ๑๙๕๓ (พ.ศ. ๒๔๙๖) ว่า “แพดเดิล ป็อบ” (Paddle Pop) จนเป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน

หลังจากกิจการไปได้ด้วยดีนายสตรีทจึงร่วมทุนกับนาย “กอร์ดอน ไรเดอร์” ก่อตั้งโรงงานทำไอศกรีมขึ้นที่คอร์ริมัลในราวทศวรรษที่ ๑๙๓๐ กิจการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบันผู้เป็นเจ้าของไอศกรีมสตรีทคือบริษัทยูนิลิเวอร์   ถือเป็นผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย บริษัทได้ย้ายโรงงานมาผลิตที่ย่านเทอเรลล่าไม่ไกลจากสนามบินนานาชาติซิดนีย์อยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งในปี ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) จึงย้ายมาผลิตที่โรงงานแห่งใหม่ในย่านมินโตทางตะวันตกเฉียงใต้ของซิดนีย์

ในปัจจุบันไอศกรีมสตรีทที่มีครีมเป็นส่วนผสมหลักจะทำการผลิตที่โรงงานย่านมินโต ส่วนไอศครีมที่มีน้ำเป็นส่วนผสมหลักจะนำเข้าจากเอเชีย

สำหรับโลโก้ของสินค้าจะเป็นรูปหัวใจ (ฮาร์ทแบรนด์) จำหน่ายภายใต้ชื่อ Wall’s, Good Humor, GB Glace, Selecta และ Kibon ในประเทศสหราชอาณาจักร, สหรัฐ, ฟิลิปปินส์, ไทย และบราซิลเป็นต้น

สำหรับชื่อสินค้าที่วางขายภายใต้ชื่อของ “สตรีท” ได้แก่ Blue Ribbon, Bubble O’ Bill, Calippo, Cornetto, Cookie, Golden Gaytime (ในออสเตรเลีย) และ Cookie Crumble (ในนิวซีแลนด์), Magnum, Paddle pop, Splice และ Viennetta เป็นต้น

@@@@@

สำหรับรถขายไอติมที่หายไปจากถนนหน้าบ้านผม เป็นรถแวนสีชมพูอย่างของมิสเตอร์วีปปิ้   เปิดเพลง “กรีนสลีฟส์” ให้ได้ยินมาตั้งแต่หัวถนนยันปลายถนน เพื่อเป็นสัญญาณให้เด็ก ๆ ออกมาขวักมือเรียก   แต่ทุกวันนี้เด็ก ๆ คงไม่อุดหนุน   มันจึงหายไปแล้วไม่กลับมาอีก

ตามประวัติของรถขายไอติมเคลื่อนที่ในออสเตรเลีย เกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฎ   แต่อย่างน้อยในปี ๑๙๐๗ ก็มีนาย “เฟรด ปีเตอร์” ผู้ให้กำเนิดไอติม Peters ตามที่ผมกล่าวมาแล้ว นำไอติมใส่รถม้าเทียมเกวียนเร่ขายในย่านแมนลีและบริเวณใกล้เคียง

นาย จิโอแวนนี พาตริติ (คนซ้าย) ขายไอศกรีมที่แอดิเลค-โบตานิกการ์เดนในปี ๑๙๒๕

นาย จิโอแวนนี พาตริติ (คนซ้าย) ขายไอศกรีมที่แอดิเลค-โบตานิกการ์เดนในปี ๑๙๒๕

ผมค้นดูภาพคนขายไอติมเคลื่อนที่ในอดีตมาได้พอสมควรทีเดียว ภาพที่ผมเอามาลงเป็นภาพนาย “จิโอแวนนี พาตริติ” ชาวอิตาลีผู้เพิ่งอพยพมาอยู่ออสเตรเลียใหม่ ๆ ในปี ๑๙๒๕ (พ.ศ. ๒๔๖๘) ในปีนั้นเขาได้ยึดอาชีพขายไอติมอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าสวนพฤษาชาติแอดิเลค หรือแอดิเลคโบตานิกการ์เดน ในนครแอดิเลครัฐเซาท์ออสเตรเลีย ก่อนที่จะหันมายึดอาชีพทำเหล้าไวน์ในปีรุ่งขึ้นจนเจริญรุ่งเรื่องชั่วลูกชั่วหลานสืบต่อมาถึงปัจจุบัน   ทายาทรุ่นปัจจุบันของนายพาตริติ ก็ยังทึ่งอยู่ว่าปู่ทวดของพวกเขายึดอาชีพขายไอติมได้อย่างไร ทั้งที่ตอนนั้นเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แม้แต่คำเดียว

ในด้านความเป็นมาของรถขายไอติม “มิสเตอร์วิปปี้” ของนายคาร์ไมน ฟอร์เต้ หรือ ชาร์ลส์ที่ไปเปิดกิจการรถขายไอติมเจ้ารายแรกของโลกที่กรุงลอนดอนในปี ๑๙๖๒ (พ.ศ. ๒๕๐๕) ตามที่กล่าวมาแล้ว   อีกสองปีต่อมาคือในปี ๑๙๖๔ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ธุรกิจรถขายไอติมวิปปี้ได้ขยายมาเปิดกิจการในประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นจึงเข้ามาเปิดกิจการในออสเตรเลีย

รถขายไอติมของ Cone Queen Truck ในบริสเบน

รถขายไอติมของ Cone Queen Truck ในบริสเบน

@@@@

เนื้อที่กระดาษยังเหลือ ผมจึงขออนุญาตเอ่ยถึงเพลง “กรีนสลีฟส์” ที่รถขายไอติมมิสเตอร์วิปปี้ใช้   เพลงนี้เป็นเพลงพื้นเมืองของอังกฤษที่มีประวัติย้อนหลังไปกว่า ๔๐๐ ปี   โดยมีหลักฐานการจดทะเบียนเนื้อเพลงภายใต้ชื่อเพลงต่างกันอย่างน้อยเจ็ดครั้งในปี ๑๕๘๐ และ ๑๕๘๑ (พ.ศ. ๒๑๒๓-๒๑๒๔) โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี ๑๔๘๐ กับลอนดอน สเตอชั่นเนอร์ คอมพานีโดยนายริชาร์ด โจนส์ภายใต้ชื่อเพลงว่า “A Newe Northen Dittye of ye Ladye Greene Sleves”

อีกหกชื่อต่อมาล้วนแต่ชื่อยาวเหยียด และมีคำว่า Greensleeves ร่วมอยู่ด้วยกันทุกชื่อ     ส่วนทำนองเพลงถูกพบในราวปลายศตวรรษที่ ๑๖ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับการจดทะเบียนเนื้อเพลง

สำหรับเนื้อเพลงกรีนสลีพส์ถูกตีความหมายจากภาษากวีโบราณออกมาแตกต่างกัน   ความเป็นไปได้ของบทแปลหนึ่งอ้างว่า “เลดี้ กรีน สลีฟส์ “(Lady Green Sleeves) ตามที่กล่าวถึงในบทเพลงเป็นสาวน้อยผู้เจ้าชู้มากชาย หรือบางทีอาจเป็นโสเภณี เพราะในยุคนั้นคำว่า “สีเขียว” สื่อความหมายไปในเชิงเพศสัมพันธ์ และวลีที่ว่า “a green gown” หรือ “เสื้อคลุมสีเขียว” บ่งบอกความนัยถึงเศษหญ้าที่อาจติดอยู่กับเครื่องแต่งกายสตรี ถ้าเธอมีกิจกามร่วมเพศภายนอกบ้าน   เช่นตามสนามหญ้าหรือสุมทุมพุ่มไม้

นักภาษาศาสตร์หลายคนปฏิเสธการตีความหมาย Lady Green Sleeves ไปในเชิงหญิงมากชู้สู่ชาย     เป็นต้นว่าจากงานแปลวรรณกรรม “The Canterbury Tales” หรือ “ตำนานแคนเตอร์บรี” ออกมาเป็นบทแปลภาษาอังกฤษสมัยใหม่ของเนวิลล์ คอจฮิลล์ (๑๘๙๙-๑๙๘๐ หรือพ.ศ. ๒๔๔๒ -๒๕๒๓) ได้อธิบายคำ “สีเขียว” ว่าเป็นสีแห่งความใสสว่างของความรัก   โดยกล่าวว่า “Greensleeves คือความสุขใจของฉัน”

“Let the sky rain potatoes” โดย Ritva Voutila

ภาพ “Let the sky rain potatoes” โดย Ritva Voutila

แต่บทกวีชวนหัว ” The Merry Wives of Windsor” ของวิลเลียม เช็กสเปียร์ได้ให้ความหมายคำว่า “กรีนสลีฟส์” ในเชิงลบเช่นกัน   บทกวีนี้แต่งขึ้นในปี ๑๙๕๔ (พ.ศ. ๒๔๙๗) เพื่อถวายสมเด็จพระราชินีอลิซาเบทที่ ๑ ซึ่งทรงโปรดปรานละครโอเปร่าของเช็กสเปียร์มาก   บทประพันธ์นี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ๑๖๐๒ (พ.ศ. ๒๑๔๕)   ได้ถ่ายทอดบุคลิกของตัวละครนางฟอร์ดผู้เป็นภรรยาลับ (Mistress Ford) โดยผ่านทำนองเพลง “กลีนสลิฟส์” ถึงสองครั้ง และบทพูดของเซอร์จอห์น ฟอลสตาฟฟ์ ( Falstaff) ตัวละครตลกร้าย ผู้มีบุคลิกเป็นคนอ้วนเตี้ย ตะกละ ขี้โม้ ขี้เมา แต่ฉลาด มีไหวพริบกล่าวออกมาว่า “Let the sky rain potatoes! Let it thunder to the tune of ‘Greensleeves’!” ขออนุญาตไม่ตีความหมายของ “ให้ฟ้าหลั่งฝนเป็นมันฝรั่ง! ให้ฟ้าคำรามในทำนองกรีนสลีฟส์” เพราะกลัวพลาดนะครับ

รถขายไอติมที่หาด Twilight Beach เมืองเอสเพอเรนซ์ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

รถขายไอติมที่หาด Twilight Beach เมืองเอสเพอเรนซ์ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ธุรกิจรถขายไอติมแม้จะหายไปจากถนนหน้าบ้านของผม   แต่มันยังคงมีรถขายไอติมมิสเตอร์วิปปิ้และภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ วิ่งขายตามที่อยู่อาศัยของเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ   รวมถึงขับมาจอดตามสวนสาธารณะ ชายหาด ตามโรงเรียนเวลาโรงเรียนเลิก และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีผู้คนมาชุมนุมกัน   นอกจากนั้นยังมีบริการขายตามสถานที่จัดงานต่าง ๆ อีกด้วยครับ……… พบกันใหม่ฉบับหน้า

รถขายไอติมในซิดนีย์

รถขายไอติมในซิดนีย์

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย, บทความ ตามใจฉัน

Tags: , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: