เก็บอดีตจากหัสนิยายพล นิกร กิมหงวน ตอน ๓๑ ชีวิตยุคพลาสติก

เก็บอดีตจากหัสนิยายพล นิกร กิมหงวน  ตอน ๓๑ ชีวิตยุคพลาสติก

โดยไม้ซีกขีด

608 tamjai-03

จิงโจ้นิส์มีโอกาสได้นั่งฟังเพื่อนกลุ่มหอผูกมิตรนั่งวิจารณ์ละครไทยเรื่องหนึ่งออกอากาศทางช่อง One เป็นละครพีเรียดย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ห้า ผู้เป็นทาสในละครเรื่องนี้ล้วนแต่สวมรองเท้าดูคล้ายรองเท้าแตะสีดำ อย่าว่าแต่สมัยร. 5 เลย ในสมัยก่อนปฏิรูปการปกครองฯชาวบางกอกสามัญชนก็ล้วนเดินเท่าเปล่ากันทั้งนั้น

ยังมีตัวละครสาวลูกจีนอีกคนเธอสวมรองเท้าแตะ ถ้าผู้กำกับไม่สุกเอาเผากินจนเกินไป น่าจะให้เธอสวมเกี๊ยะไม้อย่างจีนจะดูดีกว่า ผมยังเกิดทันได้เห็นลูกจีนสวมเกี๊ยะเลยครับ

เมื่อนึกถึงรองเท้าแตะแล้ว ทำให้นึกถึงบทความของไม้ซีกขีดที่เขียนถึงพลาสติก ซึ่งช่วงหนึ่งมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทย ไม้ซีกขีดเก็บวิถีชีวิตช่วงนี้ที่ประวัตศาสตร์ไม่ได้บันทึก แต่สามารถหาได้จากหัสนิยายพลนิกรกิมหงวน

พลนิกรกิมหงวนเป็น 1 ใน 100 หนังสือที่คนไทยควรอ่าน ถึงตอนนี้น่าจะเพิ่มเป็นหนึ่งในหนังสือที่นักศึกษานิเทศศาตร์และวาสารศาสตร์ต้องอ่าน เพื่อให้พวกเขาจะได้ผลิตผลงานที่ดีสู่ประชาชนผู้ติดตามทั้งละครและบทประพันธ์

เก็บอดีตจากหัสนิยายพล นิกร กิมหงวน ตอน ๓๑ “ชีวิตยุคพลาสติก” เป็นบทความตอนที่ 516 ของไม้ซีกขีดเขียนลงในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ฉบับวันที่ 23 กันยายน 2009 (2552) ไว้ดังนี้ครับ

@@@@@

บทความตามใจฉันเรื่อง “เก็บอดีตจากหัสนิยายพล นิกร กิมหงวน ตอน ๓๑ ชีวิตยุคภาพติก ในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ ในปี 2009

บทความตามใจฉันเรื่อง “เก็บอดีตจากหัสนิยายพล นิกร กิมหงวน ตอน ๓๑ ชีวิตยุคภาพติก ในหนังสือพิมพ์ไทย-ออสนิวส์ ในปี 2009

สวัสดครับท่านผู่อ่านผู้อ่านที่เคารพ.. ในฉบับนี้ผมขออนุญาตท่านผู้อ่าน ย้อนหลังไปดูวิถีชีวิตในช่วงที่คนไทยตื่นสินค้าพลาสติก   ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นของแปลกใหม่ โดยหาทราบไม่ว่าในอีกไม่กี่สิบปีต่อมา สิ่งที่คนในยุคนั้นชื่นชม   กลับกลายเป็นที่รังเกียจเดียดฉันฑ์และถูกมองว่าเป็นตัวการก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งคนในบางชุมชนของออสเตรเลียเริ่มต่อต้านไม่ให้ถุงพลาสติกเข้ามาในเขตเทศบาลของพวกเขา

ก่อนที่ผมจะเล่าถึงลีลาชีวิตของชาวไทยในช่วงที่ผลิตภัณฑ์พลาสติกเข้ามาย้ำกรายเป็นครั้งแรก ผมขอเสนอประวัติความเป็นมาของพลาสติกที่เกิดขึ้นบนโลกกันก่อนครับ

คำว่าพลาสติกมาจากภาษากรีกที่ว่า plastikos มีความหมายว่า สามาถทำให้เป็นรูปเป็นร่างต่าง ๆ ได้   เมื่อเป็นภาษาอังกฤษใช้ว่า plastic มีความหมายว่า สามารถพิมพ์เป็นรูปร่างได้   อันที่จริงมนุษย์รู้จักพลาสติกมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง   แต่เพิ่มจะเอาพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย แทนการใช้วัตถุอื่นเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๐ มานี้เอง

วิวัฒนาการของการประดิษฐ์คิดค้นพลาสติกเริ่มจากในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ (ค.ศ. ๑๘๖๘) เมื่อนายจอห์น เวสลี ไฮแอตต์นักประดิษฐ์ชาวสหรัฐสามารถคิดค้นเซลลูลอยด์ได้ จากนั้นมีการคิดค้นครั้งสำคัญตามมาดังเช่นในปี ๒๔๔๔ (ค.ศ. ๑๙๐๑) ดร.ออตโต้ โรห์ม ชาวเยอรมันได้คิดคนอะครีลิกส์

ในปี ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗) ดร.ลิโอ แบเคลแลนด์นักเคมีชาวสหรัฐคิดค้นพบฟินอลิกส์   อีก ๒๑ ปีต่อมาคือปี ๒๔๗๑ (ค.ศ. ๑๙๒๘)   ดร.วอลแลซ คาโรเทอร์นักเคมีชาวสหรัฐซึ่งทำงานให้กับบริษัทดูปองท์ได้คิดค้นไนลอน

ในปี ๒๔๗๙ (พ.ศ. ๑๙๓๖) มีการจดทะเบียนลิขสิทธิพอลิเอทิลีน ซึ่งเป็นสารมีสีขาวขุ่นโปร่งแสง มีความลื่นมันในตัว หยุ่นตัวได้ ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่ติดแม่พิมพ์ มีความเหนียว     ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี เป็นฉนวนไฟฟ้า ใส่สีผสมได้ง่าย สารนี้ถูกนำมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์มายมากอย่างเช่น ท่อพีวีซีสีฟ้าที่เราเห็นทั่วไปในประเทศไทยและออสเตรเลียอย่างไงล่ะครับ

โฆษณาแปรงสีฟันดร.เวสต์ ระบุปีโฆษณา 1943 หรือพ.ศ. ๒๔๘๖

โฆษณาแปรงสีฟันดร.เวสต์ ระบุปีโฆษณา 1943 หรือพ.ศ. ๒๔๘๖

ในปี ๒๔๘๑ (ค.ศ. ๑๙๓๘) เริ่มมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกไนลอนผลิตสู่ตลาดในรูปแบบของแปรงสีฟัน   จากการเริ่มเปิดตัวของแปรงสีฟัน “ดร. เวสต์” หรือ Dr. West เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ (มีบางข้อมูลกล่าวว่า แปรงสีฟันไนลอน ดร. เวสต์มีจำหน่ายแล้วในปี ๒๔๗๘ )

ในช่วงปี ๒๔๘๒ ถึง ๒๔๙๓ (ค.ศ. ๑๙๓๙-๕๐) สินค้าพลาสติกได้แพร่หลายใช้แทนวัสดุธรรมชาติในสินค้าประเภทยาง   จากนั้นในปี ๒๔๙๔ ถึง ๒๕๐๔ (ค.ศ. ๑๙๕๑-๖๑) จึงเริ่มมีการผลิตสินค้าพลาสติก ราคาถูกทดแทนสินค้า ที่ทำจากวัสถุดิบอื่นออกวางจำหน่าย   จนกระทั่งในปี ๒๕๑๑ (ค.ศ. ๑๙๖๘) ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกจึงได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปครับ

@@@@

ปกพ่อแสนงอน เวอร์ชั่นตีพิมพ์ปี 2015

ปกพ่อแสนงอน เวอร์ชั่นตีพิมพ์ปี 2015

ที่นี้ลองมาดูว่าหัสนิยายพล นิกร กิมหงวนได้บันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพลาสติกไว้อย่างไรบ้าง?   เท่าที่ผมอ่านพบในขณะนี้มีพอสมควรเช่น   ในตอน “พ่อแสนงอน”   ซึ่งชื่อตอนถูกตั้งเป็นชื่อเดียวกันถึง ๒ ตอน   คือ “พ่อแสนงอน” ตอนแรกเป็นเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม ๒๔๘๓ (ค.ศ. ๑๙๔๐) ตอนที่สอง “พ่อแสนงอน” เป็นเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗)

“พ่อแสนงอน” ตอนที่สองนี้เป็นเหตุการณ์ที่นันทา ประไพ นวลลออ และประภาฟ้องหย่าพล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกเป็นหนที่สอง   แม่งามทั้งสามยกเว้นประภาเคยฟ้องหย่าสามีของพวกเธอมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งในตอน “คดีฟ้องหย่า” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม ๒๔๘๔ (ค.ศ.๑๙๔๑)

ในตอน “พ่อแสนงอน” ตอนที่สองเป็นการเล่าเรื่องในช่วงระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๐   เป็นการชิงไหวชิงพริบในเชิงคดีความระหว่างทนายของทั้งสองฝ่าย   ซึ่งคุณป. อินทรปาลิตผู้แต่งพล-นิกร-กิมหงวนได้บอกให้เราทราบว่าในช่วงนั้นยังอยู่ในช่วงที่มีทนายความอยู่สองประเภท โดยผ่านทนายฝ่ายจำเลยเป็นทนายเนติบัณฑิตตามระบบเก่าที่มีประสบการณ์เพียบ   กับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นทนายฝ่ายโจทก์   ทนายธรรมศาสตร์บัณฑิตจากการผ่านการศึกษาในระบบใหม่ที่กำลังเข้ามาทดแทนทนายความรุ่นเก่า

การเบิกพยานในศาลเป็นไปอย่างออกรสออกชาติตามสไตล์คุณป. อินทรปาลิต แล้วมาถูกหักมุมด้วยการปรากฎตัวของหญิงสาวผู้เยื้องกายเข้ามาในห้องพิจารณาคดีดังนี้

‘……พระวินิจฉัยฯ อดหัวเราะไม่ได้ ขณะนั้นก่อนที่ทนายจำเลยจะซักพยานฝ่ายโจทก์ต่อไป เสียงแจ๋ว ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นลั่นห้อง

 “คุณป๋า”

ทุก ๆ คนหันควับไปมองทางประตูหน้าห้องพิจารณาคดี หญิงสาวร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอเมริกันทั้งชุด คือเสื้อคอปกและสแล๊ก ถือกระเป๋าพลาสติก ทาปากแดงแจ๊ด เขียนคิ้วและทาแก้ม ท่าทางบอกให้รู้ว่าก๋ากั่นขนาดหนัก เดินลงส้นฉับ ๆ ตรงมาที่หน้าบัลลังก์ สายตาจ้องจับใบหน้าท่านผู้พิพากษา…….’

หญิงสาวรายนี้คืออนุของพระวิฉัยฯนั่นเอง…แต่ข้อความข้างบนพอจะบอกให้ทราบถึงสาวนำสมัยในยุคปีพ.ศ. ๒๔๙๐ แต่งกายอย่างไร   โดยมีกระเป๋าพลาสติกเป็นเครื่องแสดงถึงชนชั้นของพวกเธอ

@@@@

ปกตอนสามเกลอไปอเมริกา เวอร์ชั่นเล่มละ 15 บาท

ปกตอนสามเกลอไปอเมริกา เวอร์ชั่นเล่มละ 15 บาท

ตอนต่อมา “สามเกลอไปอเมริกา” ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) เป็นตอนที่คณะสามเกลอ ดร.ดิเรก และลุงเชยเดินทางไปท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา ๑ เดือน

คุณป. อินทรปาลิตได้บรรยายถึงบรรยากาศของการเดินทางไปต่างประเทศโดยเครื่องบินซึ่งในสมัยปี ๒๔๙๐ ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย จำนวนคนที่เดินทางไปต่างประเทศก็ไม่มาก เพราะค่าโดยสารแพง   ผิดกับสมัยนี้ค่าเดินทางย่อมเยาว์ ถึงขนาดนักศึกษาบางคน สามารถเดินทางจากออสเตรเลียกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยได้ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

คนไทยในสมัยนั้นเวลาเดินทางไปต่างประเทศจะต้องสวมชุดสากล มีญาติสนิทมิตรสหายเอาพวกมาลัยสองชายมาคล้องคอ     เหมือนอย่างที่คณะสี่สหายถูกญาติรุมเอาพวกมาลัยมาคล้องคอ   ในสมัยนี้แทบไม่มีใครทำอย่างนั้นกันอีกแล้ว   แถมผู้โดยสารบางคนเล่นสวมกางเกงวอร์ม ใส่เสื้อยึดขึ้นเครื่องบิน   ไม่ต้องมีพิธีรีตองกันเหมือนแต่ก่อน

ในตอนนี้เช่นกันที่บ่งบอกว่าสินค้าพลาสติกยังเป็นของแปลกใหม่ โก้เก๋ ถึงกับมีการขอเป็นของฝาก อย่างตอนที่คุณหญิงประสิทธินิติศาสตร์กล่าวกับพล พัชราภรณ์บุตรชายไว้ดังนี้

‘…..อีกด้านหนึ่ง คุณหญิงกำลังลูบหน้าลูบหลังนายพัชราภรณ์ของท่าน ซึ่งวันนี้สวยและเก๋ราวกับยอนเพน

“แม่คิดถึงและเป็นห่วงแกมาก ที่นั่นมีหมากหน้าดี ๆ ละก้อ ส่งมาให้แม่นะลูกนะ แล้วอยากได้ของปลาสติกใช้บ้าง”

พลสวมกอดมารดาและจูบหน้าผากท่าน

“กระโปรงปลาสติกเอาไหมครับ คุณแม่?”………..’

ผมข้อเสริมสักนิด.. ในสมัยนั้นสินค้าพลาสติกชั้นดี จะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในสหรัฐ รองลงมาคือจากยุโรป   แต่ถ้าเป็นพลาสติกที่ผลิตจากญี่ปุ่น ถือเป็นสินค้าชั้นเลว   ของพลาสติกญี่ปุ่นมาเป็นที่ยอมรับก็อีกยี่สิบกว่าปีต่อมาครับ

@@@@

ปกตอนแดนสวาทหาดสวรรค์ เวอร์ชั่นเล่มละ 15 บาท

ปกตอนแดนสวาทหาดสวรรค์ เวอร์ชั่นเล่มละ 15 บาท

ในตอน “แดนสวาทหาดสวรรค์” หรือ “แดนสวาท” ตอนนี้ผมไม่สามารถหาปีของเหตุการณ์ที่แน่นอนได้ แต่อาศัยจากข้อมูลปีก่อตั้งบริษัทเดินอากาศไทย และช่วงอายุขัยของตัวละครคือเจ้าคุณวิจิตรฯ ทำให้ตีวงเหตุการณ์แคบลงอยู่ที่เดือนมีนาคมของปี ๒๔๙๐ ถึง ๒๔๙๔   ส่วนในหนังสือระบุว่าปีพ.ศ. ๒๔๘๗ นั้นไม่ถูกต้องแน่นอน (ผู้พิมพ์พล-นิกร-กิมหงวนเวชั่นหลัง ๆ มักมั่วปีพิมพ์ครั้งแรกเป็นประจำ)

ตอนนี้บอกให้ทราบว่าการเดินทางไปหัวหินสถานที่ท่องเที่ยวโดยทางรถยนต์ในสมัยนั้น   สะบักสะบอมนัก   เพราะทางหลวงเป็นคลื่นเหมือนลอนผมผู้หญิง   แถมยังต้องไปข้ามแพที่นครชัยศรีอีก การเดินทางไปโดยรถไฟจึงสะดวกสบายกว่า

ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้คณะสี่สหายเลือกไปโดยรถไฟด่วน หรือรถเร็ว เป็นกระบวนรถชั้นหนึ่งและชั้นสองเท่านั้น   ซึ่งหมายความว่าเป็นรถไฟของคนมีสตางค์ที่กำลังเดินทางไปสูดดมกลิ่นโอโซนในสถานที่ท่องเที่ยวของชาวสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น

เมื่อสถานีต้นทางลั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณว่ารถเร็วหัวหินกำลังจะออกเดินทาง เจ้าแห้วคนใช้บรรดาศักดิ์ก็รื้อค้นถุงกระดาษหยิบแอบเปิลหนึ่งผลส่งให้นิกรเจ้านายที่ชอบกินมากว่ากิจกรรมอื่นทันที

แอปเปิลในสมัยนั้นมีกินกันเฉพาะคนรวย ดั่งที่นิกรกล่าวว่า

“……ตามธรรมเนียมผู้ดีมีสตางค์เขาก็ต้องกินของแพง ๆ เป็นต้นว่าแอปเปิล ช็อกโกแลต ลูกกวาด ลูกพรุนอะไรเหล่านี้ ถึงไม่ชอบกินก็ต้องฝืนกินมันเข้าไป..”

เรื่องนี้ต้องบอกว่าจริงครับ ผมเคยเห็นคนเฒ่าคนแก่บางคนกินแอปเปิลไม่เป็น  หรือย่าของผมท่านเป็นคนจมูกโด่งอย่างฝรั่ง แต่กินขนมเค็กไม่เป็น เพราะไม่เคยปาก ท่านผู้ใหญ่เหล่านี้คุ้นเคยแต่ของไทย ๆ ผิดจากนั้นก็ทานกันไม่เป็น

ในตอนนี้ นิกรจะกินแอปเปิลแต่ไม่มีมีดปลอก เขาจึงขอมีดจากสาวสังคมสองนางที่นั่งอยู่ใกล้กัน   ดังที่คุณป. อินทปลาลิตเขียนว่า

‘………แล้วนิกรก็หันมายิ้มกับแม่สาวสังคมทั้ง ๒ ‘ง่า..ขอโทษเถอะครับ คุณมีมีดไหมครับ’

แม่งามเจ้าของร่างสูงโปร่งใบหน้างามแฉล้มโปรยยิ้มให้นิกรทันที

“มีคะ” แล้วหล่อนก็เปิดกระเป๋าเงินพลาสติกสีแดง หยิบมีดพับนากออกมาส่งให้นิกร “นี่ค่ะ”………’

นี่คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นอีกอย่างหนึ่งว่า สาวไฮโซในยุคปี ๒๔๙๐ นิยมถือกระเป๋าพลาสติกของดีมีราคา   ไม่ใช่หลุยส์วิตตอง, แอร์เมส หรือโกยาร์ดครับ

@@@@

ปกสิงโตวันตรุษจีน ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนเดียวกับวันตรุษจีนหรือเปล่า : ภาพจากโฆษณาของร้านหนังสือลูกข่าง

ปกสิงโตวันตรุษจีน ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนเดียวกับวันตรุษจีนหรือเปล่า : ภาพจากโฆษณาของร้านหนังสือลูกข่าง

ในตอน “วันตรุษจีน” เป็นอีกตอนหนึ่งที่ผมไม่สามารถขี้ขาดได้ว่าเกิดขึ้นในปีใดแน่นอน   แต่สามารถกำหนดให้แคบลงได้เพียงในระหว่างปี ๒๔๘๘ ถึง ๒๔๙๔ และท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมข้อมูลเบื้องต้นที่ผมหามาว่า ผลิตภัณฑ์พลาสติกเริ่มมีราคาถูกและใช้กันแล้วมานับตั้งแต่ปี ๒๔๙๔ ครับ

ตอนนี้ได้บรรยายถึงสมนึกลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของกิมหงวนและนวลลออ ถึงการแต่งกายในวันตรุษจีน     การแต่งกายของลูกชายมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย จึงต้องใช้วัสดุอย่างดีที่สุดซึ่งถูกบรรยายไว้ดังนี้

‘…….สมนึกแต่งกายหรูหราตามธรรมดาของลูกคนมีสตางค์ กางเกงขาสั้นสักหลาดอ่อนสีเทา เชิ้ตแพรสีขาว มีสายโยงปลาสติก………”

@@@@

 

ปกตอนสามล้อบรรดาศักดิ์ : ไม่ทราบต้นฉบับ

ปกตอนสามล้อบรรดาศักดิ์ : ไม่ทราบต้นฉบับ

ตอน “สามล้อบรรดาศักด์”   ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในหน้าร้อนของเดือนเมษายน ๒๔๙๕ (ค.ศ. ๑๙๕๒) อยู่ในช่วงประชาธิปไตย   ในเวลานั้นธุรกิจสามล้อถีบในกรุงเทพฯยังรุ่งเรือง ทำให้คุณหญิงประสิทธินิติศาสตร์คิดลงทุนในธุรกิจนี้บ้าง ดังตอนต้นเรื่องเกริ่นไว้ว่า

‘……..เงินคือแก้วสารพัดนึก คนร่ำรวยอยู่แล้ว ก็ยิ่งมีความโลภอยากร่ำรวยยิ่งขึ้นอีก เป็นต้นว่าคุณหญิงวาด   ท่านผู้ใหญ่แห่งคณะ ๔ สหายของเรา คุณหญิงวาดซื้อจักรยานสามล้อไว้ประมาณ ๑๐ คันให้เขาเช่าแบบเสือนอนกิน   คิดค่าเช่าเฉพาะเช่าขี่ตอนกลางวัน ๑๐ บาท กลางคืน ๘ บาท   รถสามล้อของคุณหญิงแต่ละคันใหม่เอี่ยม เบาะผ้าพลาสติก……..’

ตอนสามล้อบรรดาศักด์ทำให้ผมทราบว่า คนขับสามล้อในสมัยนั้นแต่งกายคล้ายกันคือ สวมเสื้อแขนยาว นุ่งกางเกงขาสั้น และสวมหมวกปีก     ซึ่งน่าจะเป็นกฎข้อบังคับสำหรับผู้อยู่ในอาชีพนี้   อย่างไรก็ตามรถสามล้อถีบถ้าจะให้บรรดาศักดิ์หน่อยเบาะต้องเป็นผ้าพลาสติกครับ

@@@@

ปกพรานเฒ่ากับกระต่ายสาว เวอร์ชั้นพิมพ์ปี 2496

ปกพรานเฒ่ากับกระต่ายสาว เวอร์ชั้นพิมพ์ปี 2496 ปกรุ่นก่อน ๆ ภาพจะสวยกว่าปกยุคหลัง

ในตอน “พรานเฒ่ากับกระต่ายสาว” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในระหว่างปี ๒๔๙๒ ถึง ๒๔๙๖ ได้บรรยายถึงแฟชั่นการแต่งตัวของสาววัยรุ่นสมัยใหม่ในยุคนั้น   นิยมนุ่งกระโปรงนิวลุค และถือกระเป๋าพลาสติกขนาดกระทัดรัด

ในฉากหนึ่งเป็นตอนที่สาวน้อยกำลังจะเข้าไปล่อเหยื่อในสำนักงานผลประโยชน์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวไว้ดังนี้

‘….เมื่อเทพินเข้ามาในสำนักงานนี้ หล่อนก็เริ่มบทบาทกระทำตนให้สงบเสี่ยม ร่างอันอวบอัดของเทพินสวมกระโปรงนิวลุคสีดำ และเสื้อชั้นนอกแพรคอปกสีเหลืองแก่ มือขวาถือกระเป๋าพลาสติกใบกระทัดรัด…….’

ข้อความนี้บอกให้รู้ว่า กระเป๋าพลาสติกยังเป็นของนำสมัยอยู่

@@@@@

ปกตอนสิงห์อมควัน

ปกตอนสิงห์อมควัน

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายตอนที่กล่าวถึงสินค้าพลาสติกเช่นตอน “สิงห์อมควัน” เป็นเหตุการณ์อยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างปี ๒๔๙๕ ถึง ๒๕๐๒ ตอนนี้พูดถึงเก้าอี้เหล็กถักด้วยเส้นพลาสติก   ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเฟอร์นิเจอร์พลาสติก เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงต่อไปภายหลัง

 

ปกตอนวายร้ายปล้นแบ๊งก์

ปกตอนวายร้ายปล้นแบ๊งก์

ตอน “วายร้ายปล้นแบ๊งก์” อยู่ในชั่วใดช่วงหนึ่งของปี ๒๕๐๐ ถึง ๒๕๐๑ พูดถึงสาวน้อยหุ่นมารีลีน มอนโร   พาเรือนร่างของเธอเข้ามาในห้องผู้จัดการธนาคาร   สาวสวยหยาดเยิ้มรายนี้ แต่งกายทันสมัยในชุดเสื้อกระโปรงสีเทา     กระโปรงนั้นรัดและฟิตเปรี๊ยะจนแนบสนิทเนื้อ เธอสวมรองเท้าสันสูงสีเทาหัวปิดเปิดส้น มือขวาของเธอถือกระเป๋าพลาสติกสีเทา

 

ปกตอนเดชผีตายโหง

ปกตอนเดชผีตายโหง

ตอน “เดชผีตายโหง” เป็นเหตุการณ์ในปี ๒๕๐๒ เป็นช่วงที่หนังเคาท์แดร็คูล่า (Dracula) กำลังฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมไทย   และเป็นช่วงที่สังคมไทยยังอยู่ในกระแสข่าวของซีอุยถูกอุปโลกน์ว่าคอยกินตับเด็ก   ตอนนี้ก็กล่าวถึงกระเป๋าพลาสติกยังเป็นที่นิยมอยู่

ตอน “ศึกชิงนาง” เป็นเหตุการณ์เดือนธันวาคม ๒๕๐๒ พูดถึงการแต่งกายของสาวสวยในวัย ๒๕ ปี   แต่งกายทันสมัย   ด้วยการสวมกระโปรงสีน้ำตาล เสื้อแพรคอฮาวายสีฟ้า ซ่อนชายเสื้อไว้ในกระโปรง คาดเข็มขัดสีขาว สะพายกระเป๋าเงินพลาสติกสีน้ำตาลอ่อน

 

ตอนเลหลังอนุ

ตอนเลหลังอนุ

ขอผ่านเลยมาอีกตอนหนึ่งในตอน “เลหลังอนุ” เป็นเหตุการณ์เดือนมีนาคม ๒๕๐๘ สังคมไทยในช่วงเวลานั้นจะพูดถึงคุณอภัสรา หงสกุลนางสาวไทยปี ๒๕๐๗,   พูดถึงความเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งแรกของไทยในปีรุ่งขึ้น   พูดถึงคดีฆ่ายัดใส่กล่องส่งไปรษณีย์ไปเชียงใหม่     และหัวข้อที่ยังเป็นการสนทนาติดปากชาวบ้านอยู่ก็คือ ความร่ำรวยมหาศาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชและอนุภรรยานับร้อยของท่าน แม้ท่านถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วปีกว่าก็ตาม

ในตอนนี้เจ้าคุณวิเศษพาณิชย์ มหาเศรษฐีของเมืองไทย ผู้ได้รับการกล่าวขวัญกันว่าท่านเป็นนักเป่ากระหม่อมตัวยงไม่แพ้ท่านจอมพลสฤษดิ์       ท่านผู้เฒ่าซึ่งเป็นเกลอเก่าของเจ้าคุณปัจจนึกฯประกาศขายอนุภรรยาวัยละอ่อนของท่าน ด้วยการบรรยายสรรพของสินค้าให้กับกิมหงวนผู้สนใจเซ้งต่อฟังดังนี้

‘……”อ้า…อาขายแบบรุสต๊อคเลิกล้มกิจการ อนุของอารวม ๔๙ คน ขายเพียงสองแสนเท่านั้น รับรองว่าแต่ละคนยังสาวและสวยพริ้ง ถ้าเป็นรถยนต์ก็เท่ากับเพิ่งซื้อมาจากอู่ไม่ถึงปี สียังสวยเบาะนิ่มหุ้มพลาสติก แหนบดีแตรดังฟังชัด เครื่องยนต์เดินสนิท ซื้อมาใช้ได้เลย ไม่ได้ตกแต่งหรือซ่อมแซมอะไร”…..’

จากข้อความข้างบน พอจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า แม้ในปี ๒๕๐๘ พลาสติกยังถูกยกย่องว่าเป็นของดีมีคุณค่า เบาะรถหุ้มพลาสติกดูมีค่ากว่าเบาะหุ้มหนังในสายตาของคนสมัยนั้นครับ

เนื้อที่กระดาษหมดแล้ว   ผมขอเสริมสักนิดว่าในปี ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕) ถุงพลาสติกยังไม่มีใช้ในประเทศไทย     เพราะถุงพลาสติกแบบที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใช้ใส่สินค้าในปัจจุบันริ่มใช้ครั้งแรกในโลกในปี ๒๕๐๙ (ค.ศ. ๑๙๖๖)   ส่วนห้างขายปลีกขนาดใหญ่อย่าง   Sears, J.C. Penney, Montgomery Ward, Jordan Marsh, Allied, Federated และ Hills   เริ่มเปลี่ยมาใช้ถุงพลาสติกในปี   ๒๕๑๗ (ค.ศ. ๑๙๗๔)

ส่วนพาชนะเช่นขัน อ่างน้ำ จาน แก้ว ช้อนทำด้วยพลาสติก   ผมพยายามเปิดหนังไทยในปี ๒๕๐๘ ดูและไม่พบ มีแต่เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยพลาสติก     ทำให้เชื่อว่าถ้ามีจำหน่ายก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าขันและอ่างอะลูมิเนียม จานและช้อนสังกะสี       …พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

 

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตุถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย, บทความ ตามใจฉัน

Tags: , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: