สาวแอดิเลดชนะคดีครีมลบรอยสัก $1 ล้านแต่ต้องไปเคลมเงินในสหรัฐ

23 มิ.ย. 2016 ข่าวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้มีรอยสัก (tattoo) แล้วต้องการลบมันออก ควรทำที่โรงพยาบาลหรือคลีนิคที่ไว้ใจได้มากกว่าซื้อครีมที่อ้างว่ามีคุณภาพดี เพราะอาจประสบกับปัญหาเดียวกับสตรีชาวนครแอดิเลดรายนี้

2016-06-22 tatoo3

รอยสักที่ด้านหลัง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของข่าวนี้ : ภาพจากทีวี 7 news

ในคดีนี้น.ส. Maria Corso อดีตผู้จัดการธนาคารสาขาของธนาคารแห่งหนึ่งผู้ซึ่งได้รับความทรมานจากผิวหนังไหม้จนเป็นแผลเป็น, เส้นประสาทตายและเกิดซีสต์ในไตจากการใช้ครีมลบรอยสัก เธอได้รับการตัดสินให้ได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านเหรียญ แต่เธอจะต้องนำคดีของเธอไปเคลมเงินในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ศาลแขวงในนครแอดิเลดพบว่า น.ส. Corso ผู้เคยมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ครีมลบรอยสัก Rejuvi Tattoo Removal Paste ของบริษัท Rejuvi Laboratories Inc ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ในนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียด้วยการอ้างสรรพคุณครีมของตนว่า “สามารถทำให้ผิวกายกลับมาเหมือนเดิมก่อนสัก” แต่หลังจากที่เธอใช้ทากับผิวของเธอ สารเคมีที่เป็นส่วนผสมในครีมได้ทำให้ผิวหนังของเธอไหม้อย่างรุนแรงจนเป็นแผลเป็น สารเคมียังซืมเข้าไปทำลายเส้นประสาทและไตอีกด้วย

ผู้พิพากษา Paul Slatter กล่าวว่า โจทก์ได้รับความทนทุกข์ทรมาน “อย่างร้ายแรงทางกาย, การบาดเจ็บทางจิตใจและทางสุขภาพจิต (psychological and psychiatric injuries) จากการใช้ครีมลบรอยสักที่เธอไม่รู้จักมาก่อน แต่เป็นตัวยาที่กลุ่มประเทศสภาพยุโรปได้ห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด

ครีม Rejuvi ไม่ได้มีสลากเตือนถึงผลข้างเคียงหรือความเสี่ยงต่อสุขภาพใด ๆ แต่กลับระบุว่ามีความปลอดภัย และอ้างสรรพคุณว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในสหรัฐ, ออสเตรเลียและในประเทศอื่น ๆ

แต่หลังจากใช้ครีมแล้วน.ส. Corso ต้องเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมแก้รอยไหม้ตรงบริเวณรอยสักคือที่ข้อเท้าขวาขนาด 7 ซม. และด้านหลัง 35 ซม. แต่แพทย์ไม่สามารถช่วยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เพราะสารเคมีได้ซึมลึกไปทำลายเนื้อเยื้อประสาทผิวหนังไปเรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 2007 เมื่อน.ส. Corso ได้ไปที่สถานเสริมความงาม Platinum Beauty ในย่าน North Adelaide เพื่อปรึกษาที่จะลบรอยสักที่บริเวณข้อเท้าและหลังของเธอ ซึ่งนาง Michelle Babich เจ้าของสถานเสริมความงามได้แนะนำครีม Rejuvi ให้กับเธอ

ผู้พิพากษา Slatter กล่าวว่า อาการที่เกิดกับน.ส. Corso เป็นอาการเดียวกับที่เกิดกับผู้ที่ใช้ครีม Rejuvi จนสารเคมีก่อให้เกิดผิวหนังไหม้ในปี 2001, 2005 และ 2008 ทำให้สหภาพยุโรปสั่งห้ามนำเข้า, ใช้และจำหน่าย

ในคดีนี้น.ส. Corso ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีในปี 2009 และได้ตกลงค่าเสียหายภายนอกศาลกับฝ่ายนาง Babich และผู้ร่วมถือหุ้นในสถานเสริมความงาม Platinum Beauty ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนในคดีเอาผิดกับบริษัท Rejuvi Laboratories Inc ซึ่งไม่ได้แต่งทนายขึ้นแก้ต่าง ผู้พิพากษาเห็นว่าบริษัทมีความผิดต่อหน้าที่ในการดูแลน.ส. Corso ผู้ได้รับความทุกข์ทรมานด้วยการได้รับบาดเจ็บทางกายอย่างถาวร, ส่งผลให้ลดความสามารถในการประกอบอาชีพ, ความเจ็บป่วยในอนาคตและสารเคมียังเป็นสาเหตุให้เกิดซีสต์ในไตข้างหนึ่งของเธอ จึงตัดสินให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน 1,020,508.55 เหรียญ ซึ่งน.ส. Corso จะต้องนำคำตัดสินจากศาลในนครแอดิเลดไปร้องต่อศาลในสหรัฐอเมริกาเพื่อเคลมค่าเสียหายอีกต่อหนึ่ง

jingjonews.com

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตุถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดจากการโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , , , , ,

Leave a Reply

%d bloggers like this: