นายทหารช่างกับลูกกำพร้าชาวฝรั่งเศส

627 tamjai-00

สวีสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพรัก…ช่วงนี้ผมเปิดทีวีดูข่าวสารใด ๆ ก็เป็นข่าวฝรั่งเศสไปหมด แม้แต่ข่าวหนังสือพิมพ์หลักในออสเตรเลียแทบทุกฉบับของวันที่ผมเขียนบทความนี้คือวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๐๑๕ (พ.ศ. ๒๕๘๘) ยังคงเสนอข่าวหน้าหนึ่งเหตุการณ์ก่อการร้ายในกรุงปารีสเป็นวันที่สามติดต่อกัน

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสือหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้ (๑๗ พฤศจิกายน) สักสามสำนักข่าว เพื่อเป็นข้อสนับสนุนว่าผมไม่ได้มั่วนิ่มดังนี้ครับ

627Tamjai NT French orphan2

 

ภาพแรกจากหนังสือพิมพ์ NT News เป็นภาพรอยกระสุนบนกระจกร้านอาหาร และข้อความ “สิบนาทีจากโศกนาฎกรรม” โดยชายชาวเมืองดาร์วินอ้างว่าเขาและภรรยานั่งรับประทานอาหารในค่าเฟ่ที่โต๊ะตัวนี้ เขาเพิ่งจ่ายเงิน แล้วเดินออกจากร้านไปได้ 10 นาที ผู้ก่อการร้ายได้กลาดกระสุนปืนเข้าใส่ร้าน รวมถึงตรงจุดที่เขาและภรรยานั่ง ถือได้ว่าเขาโชคดีอย่างหวุดหวิด

 

627Tamjai NT French orphan3

627Tamjai NT French orphan4

 

ภาพต่อมามาจากหนังสือพิมพ์ Courier Mail กรอบเช้าลงภาพผู้วางแผนก่อการร้ายครั้งนี้ ส่วนกรอบบ่ายเป็นบรรดาลูกสมุนผู้ร่วมก่อการร้าย หลายคนยังอยู่ในวัยไม่บรรลุนิติภาวะเลยครับ

627Tamjai NT French orphan5

 

ต่อมาเป็นภาพหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เดอะ SMH เป็นภาพชายคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กหญิงคล้ายเด็กชาวเอเชียสองคนวิ่งหนีกระสุน   พร้อมกับพาดหัวข่าว เปิดเผยชื่อของผู้วางแผนก่อการร้ายครั้งนี้คือนาย Abdelhamid Abaaoud วัย 27 ปีครับ

ในเมื่อตอนนี้ในออสเตรเลียเต็มไปด้วยกระแสแห่งความเห็นอกเห็นใจชาวฝรั่งเศส รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็เพิ่งจะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น หลังจากเคยบาดหมางกันจากกรณีที่ฝรั่งเศสทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์กลางมหาสมุทรแปซิฟิกในปี ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) และเพื่อไม่ให้ตกกระแสผมจึงขออนุญาตเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นผลพลอยได้จากการค้นหาข้อมูลเรื่อง “แดนซิ่งแมน” แล้วไปเจอเข้าโดยบังเอิญกับเรื่อง “นายทหารช่างกับลูกกำพร้าชาวฝรั่งเศส” ต้นฉบับนี้มาจากหนังสือ Young Digger ประพันธ์โดยแอนโทนี ฮิล แต่ด้วยเวลาอันจำกัดที่จะต้องส่งต้นฉบับให้ทัน ผมจึงต้องขออาศัยเนื้อหาที่เขาสรุปเอาไว้แล้ว ซึ่งมีอยู่ตรึมเชียวครับ

นายทหารช่างกับลูกกำพร้าฝรั่งเศส

.

627Tamjai French orphan

อองรี ในชุดเครื่องแบบทหารถ่ายภาพร่วมกับพ่อเลี้ยง (คนนั่ง) และลุงบุญธรรม (คนยื่น) ภาพจากอนุสรณ์สถานสงครามออสเตรเลีย

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของนายทิโมธี โทเวล (Timothy Tovell) หรือที่เพื่อน ๆ เรียกว่า “ทิม” นายทหารช่างกองทัพอากาศออสเตรเลียในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากนายเอ็ดเวิร์ธ โทเวล (Edward Tovell) หรือ “เอ็ด” น้องชาย ในการลักลอบนำเด็กกรรมพร้าชาวฝรั่งเศสออกจากยุโรปกลับมาเลี้ยงดูในออสเตรเลีย

สำหรับความเป็นมาของนายทิม โทเวลผู้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ครั้งนี้ เขาถือกำเนิดในปี ๑๘๗๘ (พ.ศ. ๒๔๒๑) ในประเทศอังกฤษ เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มได้ยึดอาชีพเป็นช่างก่อสร้างได้ระยะหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนมาทำอาชีพช่างทำตู้คาบิเนต ในปี ๑๙๑๑ (พ.ศ.๒๔๕๔) เขาแต่งงานกับสตรีผู้มีนามว่าเกอร์ทรูด (Gertrude) หรือที่เขาเรียกเธอว่าเกอร์ตี้ (Gertie) ก่อนที่จะย้ายมาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียเพื่อต้องการอากาศที่บริสุทธิ์กว่าต่อรักษาอาการเจ็บหน้าอกของเขา ทั้งสองตั้งหลักแหล่งอยู่ที่แจนโดแว (Jandowae) ใกล้เมืองดัลบี้ (Dalby) ในรัฐควีนสแลนด์

ในปี ๑๙๑๖ (พ.ศ. ๒๔๕๙) สองพี่น้องทิมและเอ็ดได้สมัครเข้าเป็นทหารกับกองทัพออสเตรเลียสังกัดหน่วยเครื่องบินรบ Australian Flying Corps เพื่อไปร่วมปฏิบัติการในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในยุโรป ซึ่งต่อมากองบินนี้ได้พัฒนาเป็นกองทัพอากาศออสเตรเลีย (แต่ตั้งขึ้นช้ากว่ากองทัพอากาศของไทยซึ่งส่งเครื่องบินไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เช่นกัน)

กองบินของออสเตรเลียถูกมอบหมายให้ไปปฏิบัติการณ์ในประเทศเบลเยี่ยม โดยสองพี่น้องทำหน้าที่เป็นนายทหารช่างประจำกองบินที่ ๔ ต่อมาหลังจากสงครามโลกสงบในเดือนพฤศจิกายนปี ๑๙๑๘ (พ.ศ. ๒๔๖๑) หน่วยงานของเขาได้ถูกส่งไปยังเมืองบิกเคนดอร์ฟ (Bickendorf) ทางตะวันตกของประเทศเยอรมันนีในฐานะกองกำลังปลดอาวุธและยึดครองดินแดน

และแล้วในวันที่ ๒๕ ธันวาคมของปีนั้นเอง (๑๙๑๘) ในขณะที่กองบินที่ ๔ กำลังจัดเลี้ยงอาหารและงานบันเทิงเทศกาลคริสต์มาส ได้ปรากฎเด็กชายผู้หิวโหยคนหนึ่งเดินเข้ามาขออาหารจากกลุ่มทหารออสเตรเลีย ในครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่ทิมได้พบกับเด็กน้อยผู้นี้  เด็กชายมีความรู้สึกชอบในตัวของทิม ในขณะที่ทิมเองก็รู้สึกเอ็นดูเด็กชายคนนี้

เด็กชายผู้นี้มีชื่อว่าออนอเร เฮอร์เมน (Honore Hermene) หรือชื่อที่ใกล้เคียงกันอีกหลายชื่อ แต่คนออสเตรเลียในวันนั้นจนถึงวันนี้รู้จักเขาในนามอองรี เฮอร์เมน (Henri Hermene) เด็กชายผู้ไม่รู้แม้กระทั่งเขาอายุเท่าไร? มาจากไหน? เขารู้แต่เพียงว่าเขาเป็นคนฝรั่งเศส พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่สัปดาห์แรกของสงคราม และจากนั้นบ้านของเขาก็ถูกถล่มด้วยลูกระเบิดของฝ่ายทหารเยอรมันตกทำให้มารดาและน้องสาว (หรือพี่สาว) ของเขาเสียชีวิต

อองรีได้รับการช่วยชีวิตโดยนายทหารปืนใหญ่ของกองทัพอังกฤษคนหนึ่ง ผู้นำเขาไปดูแล แต่ต่อมานายทหารผู้นี้ก็ต้องเสียชีวิตจากการถูกฝ่ายเยอรมันโจมตีโดยอองรีก็ได้รับบาดเจ็บ

อองรีได้รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทหาร และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาล เขาไม่รู้จะไปไหนจึงตัดสินใจเดินย่ำต๊อกกลับสู่แนวหน้ามายังฐานที่ตั้งของกองทหารอังกฤษ ที่ซึ่งเขาเคยได้รับความเมตตาจากนายทหารอังกฤษ แต่วันนั้นไม่มีเขาอีกแล้ว

อองรีเดินต่อไปจนถึงเมืองบิกเคนดอร์ฟที่ซึ่งเขาพบกับสองพี่น้องทิมและเอ็ดผู้อุปถัมคนใหม่ ในงานฉลองวันคริสต์มาสที่ผมกล่าวมาแล้วนั่นเอง

นายแพทย์ชาวออสเตรเลียประจำกองบินที่ ๔ ประมาณอายุของอองรีว่าน่าจะราว ๆ ๙ ปี (บางข้อมูลระบุ ๑๑ ปี) จะอย่างไรก็ตามทิมได้เลือกวันเกิดของอองรีเป็นวันที่ ๒๕ ธันวาคม

จากนั้นทหารกองบินที่ ๔ ได้ตอนรับอองรีเข้าเป็นสมาชิกในฐานะเป็นเด็ก “นำโชค” พร้อมกับให้อาหารและที่พัก อองรีได้รับชุดเครื่องแบบ (เลียนแบบ) ทหาร ซึ่งเขาก็ชอบแอ๊คท่าเป็นนายทหาร สร้างความเพลิดเพลินให้กับกองทหาร

บรรดาเสืออากาศของกองบินที่ ๔ ต่างเรียกเขาว่า “Little Digger” หรือ “ทหาร (ออสซี่ตัว) น้อย” จากนั้นไม่นานกองบินที่ ๑๔ ได้ถูกย้ายมาประจำการในประเทศฝรั่งเศส

 

628Tamjai French orphan2

อองรีและทิมบิดาบุญธรรม ที่เมืองเบททูน (Bethune) ประเทศฝรั่งเศสในปี ๑๙๑๙ ภาพจากอนุสรณ์สถานสงครามออสเตรเลีย

 

เมื่อถึงเวลาที่กองทัพออสเตรเลียต้องเดินทางกลับบ้าน ทิมตัดสินใจที่จะพาอองรีบุกลับออสเตรเลียด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ด่านแรกก็คือเขาต้องขอความเห็นชอบจากเกอร์ตี้ภรรยา

เขาจึงเขียนจดหมายให้เหตุผลกับภรรยาว่า “การรับเด็กเพิ่มขึ้นในครอบครัวอีกคน จะไม่ทำให้เกิดความแตกต่างมากขึ้น” แต่เขาได้รับการตอบกลับว่า บุตรชายของเขาได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ (บางตำราว่าเสียชีวิตจากโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ) ทำให้ทิมตัดสินใจทันทีที่จะรับอองรีเป็นบุตรบุญธรรมและหาทางพาเขากลับออสเตรเลียให้ได้

 

628Tamjai French orphan3

อองรีถูกซ่อนอยู่ในกระสอบ ในปี ๑๙๑๙ ภาพจากพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแห่งสงครามออสเตรเลีย

 

ทิมได้รับความช่วยเหลือจากเอ็ดน้องชายในการลักลอบนำอองรีออกจากฝรั่งเศสมายังเกาะอังกฤษด้วยการซุกซ่อนเขาอยู่ในกระสอบใส่ข้าวโอ๊ต จากนั้นจึงเป็นการลักลอบนำอองรีออกจากอังกฤษสู่ออสเตรเลีย ทิมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนทหารกองบินที่ ๔ ด้วยการซุกซ่อนอองรีไว้ในหีบหวายปกคลุมด้วยอุปกรณ์กีฬาช่วยกันหิ้วลงเรือในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๑๙๑๙ แล้วเพื่อนทหารก็ช่วยกันนำหีบหวายมาไว้ในเคบินของทิม

เรือบรรทุกทหารได้แวะจอดที่พอร์ตซาอิด (Port Said) ในประเทศอียิปต์ ที่นั่นอองรีได้แอบออกมาเล่นสนุกสนานกับเพื่อนทหารกองบินที่ ๔ โดยเฉพาะกระโดดน้ำและลงว่ายในน้ำเย็นจนเกิดอาการผิวหนังอักเสพจากการถูกแดดเผาจนปวดแสบปวดร้อน จำเป็นต้องให้แพทย์ประจำเรือรักษา  เรื่องการลักลอบขึ้นเรือของอองรีจึงรู้ถึงกัปตันเรือ แต่เขาก็ยังอนุญาตให้อองรีร่วมเดินทางต่อไป

อุปสรรคขั้นต่อมาก็คือการลักลอบนำอองรีผ่านด่านตรวจที่ท่าเรือในออสเตรเลีย แต่บังเอิญบนเรือลำนั้นมีนายทอม ไรอัน (Tom Ryan หรือ Thomas Joseph Ryan) นายกรัฐมนตรีรัฐควีนสแลนด์เดินทางมาด้วย เขาได้ทราบเรื่องราวของเด็กกำพร้าอองรี จึงยื่นมือเข้ามาช่วยในเรื่องเอกสารและการรับรองให้กับอองรี

ในระหว่างเรือเดินทางอยู่กลางมหาสมุทร เรื่องราวของเด็กกำพร้าจากฝรั่งเศสถูกลักลอบนำกลับมาออสเตรเลียถูกหนังสือพิมพ์นำไปเสนอเรียบร้อยแล้ว ในวันที่เรือจอดเทียบท่าจึงมีประชาชนมารอรับญาติและต้อนรับอองรีกันอย่างเนืองแน่น

สตรีคนหนึ่งได้เสนอเงินสด ๑,๕๐๐ ปอนด์ ซึ่งสมัยนั้นถือว่ามีมูลค่าที่สูงมาก ( ผมเปิดอินเทอร์เน็ตเทียบมูลค่าปัจจุบันพบว่าอยู่ระหว่าง 1.80 ถึง 5.25 ล้านปอนด์ทีเดียว) เพื่อขออองรีมาเป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากเธอต้องเสียบุตรชายไปในสงคราม แต่ทิมและเอ็ดปฏิเสธข้อเสนอ ทิมได้นำอองรีกลับมายังบ้านที่เมืองดัลบี้ ของรัฐควีนสแลนด์

เมื่ออองรีมาถึงบ้านของทิม เขาเดินตรงไปหาเกอร์ตี้แล้วพูดว่า “ฮัลโหล มัม!” เขาอ้าแขนโอบกอดเธอและมอบเข็มกลัดทองเล็ก ๆ ให้เธอ ปากของเขาก็ฉอเลาะว่า เขานำเงินสะสมที่ได้จากการทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะอยู่ค่ายทหารซื้อให้เธอ นับจากวินาทีนั้นอองรีก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโทเวลไปโดยปริยาย

 

628Tamjai French orphan4

ภาพอองรีและทิมพ่อบุญธรรมถ่ายที่ควีนสแลนในปี ๑๙๒๕ ภาพจากพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแห่งสงครามออสเตรเลีย

 

ในปี ๑๙๒๖ (พ.ศ. ๒๔๖๙) อองรีในวัย ๑๗ ถึง ๑๙ ได้จากบ้านที่เมืองดัลบี้เดินทางมายังเมลเบิร์นเพื่อเข้ารับการฝึกเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์กับกองทัพอากาศออสเตรเลีย แม้เขาจะคิดถึงทิมและเกอร์ตี้อย่างมากเหมือนลูกที่ต้องจากอกพ่อแม่ แต่ทิมก็สนุกกับการท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ของเมลเบิร์น เขาซื้อรถมอเตอร์ไซค์ และพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง

ในกลางดึกคืนหนึ่งของปี ๑๙๒๘ (๒๔๗๑) ในขณะที่เขาขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านแฟนสาวเพื่อกลับบ้านพัก เขาได้ชนกับรถแท็กซี่ และเสียชีวิตไม่นานหลังจากอุบัติเหตุ

ร่างของอองรีถูกฝังที่สุสานฟอว์กเนอร์ (Fawkner Cemetery) ย่านพอยต์คุก (Point Cook) นครเมลเบิร์น โดยมีทหารจากกองบินที่ ๔ จำนวนหนึ่งและแฟนสาวของเขามาร่วมในพิธีฝังศพ โดยไม่มีทิมและเกอร์ตี้มาร่วมงาน เนื่องจากไม่มีใครแจ้งข่าวร้ายให้ทราบ เพราะพวกเขาเกรงว่าทั้งสองจะรับไม่ได้กับข่าวดังกล่าว

เรื่องราวของ “เด็กนำโชค” หรือ “ทหารน้อย” หรือ “เดอะลิตเติลดิกเกอร์” ได้อยู่ในหัวใจของชาวออสเตรเลียหลายคน จนก่อให้เกิดการรวบรวมเงินกันเพื่อสร้างรูปหล่อที่ระลึกเขาไว้เหนือหลุมฟังศพ

เป็นรูปปั้นเด็กยืนมองดูหลุ่มฝังศพของตัวเอง จนกระทั่งในทศวรรษที่ห้าสิบ ได้ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีขโมยรูปปั้น “เดอะลิตเติลดิกเกอร์” ไป…. เรื่องราวของอองรีเด็กกำพร้าจากฝรั่งเศสโดยย่อมีเพียงเท่านี้ พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

628Tamjai NT French orphan6

รูปปั้นของอองรีที่เหนือหลุมฝังศพของเขา

 

หมายเหตุ บทความนี้เป็นบทความที่ ๖๒๘ ของไม้ซีกขีด และเป็นบทความที่ ๔ ที่มอบให้จิงโจ้นิวส์นำเสนอโดยเฉพาะ

jingjonews@hotmail.com

จิงโจ้นิวส์เป็นสื่อออนไลน์มีวัตุถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร, บทความและประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชน   โดยปลอดโฆษณาในเชิงพาณิชย์



Categories: บทความ ตามใจฉัน

Tags: , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: