การให้ร้ายทางเฟสบุ๊ค-ทวิตเตอร์ มีสิทธิทำให้ผู้โพสต์ยิ่งแค้นแสนสาหัส

นาง Christine Mickle ผู้ฟ้องอดีตลูกศิษย์ที่ใส่ร้ายให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง (ภาพชั่วคราวจากนสพ. Central West Daily)

นาง Christine Mickle ผู้ฟ้องอดีตลูกศิษย์ที่ใส่ร้ายให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง (ภาพชั่วคราวจากนสพ. Central West Daily)

27 ส.ค. 2015 การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการให้ร้ายป้ายสีบุคคลอื่นกำลังจะเป็นคดีหมิ่นประมาทที่เข้ามาแทนที่การให้ร้ายโดยวิธีอื่น   และจะทำให้ผู้โพสต์ข้อความให้ร้ายป้ายสียิ่งแค้นหนักเข้าไปอีก เมื่อเขาและเธอจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ที่พวกเขาประสงค์ร้ายนับแสนเหรียญ

เหยื่อรายแรกภายใต้กฎหมายหมิ่นประมาทใหม่ของออสเตรเลียเชื่อว่าเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว คือนาย Andrew Farley อดีตนักเรียนโรงเรียน Orange High ในเมือง Orange ในเขตภูมิภาคตะวันตกกลางของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (254 ก.ม. จากนครซิดนีย์)

นาย Farley ปัจจุบันวัย 21 ปีได้ใช้ทวิตเตอร์และเฟสบุ๊คในการระบายความแค้น ใส่ร้ายป้ายสีให้นาง Christine Mickle อดีตครูสอนวิชาดนตรีของโรงเรียนได้รับความเสียหาย โดยเขาคิดว่าการใช้สื่อออนไลน์เฟสบุ๊คและทวิตเตอร์มีความปลอดภัยและให้สิทธิเสรีที่จะทำลายใครก็ได้ แต่เขาคิดผิดอย่างมหันต์

ข้อความใส่ร้ายได้สร้างความเสียหายให้กับนาง Mickle วัย 58 ปี แต่ในทุกวันนี้เธออาจจะขอบคุณอดีตลูกศิษย์ เมื่อศาลแขวงรัฐน.ซ.ว.ตัดสินให้นาย Farley ชดใช้ค่าเสียหายแก่เธอเป็นจำนวน 105,000 เหรียญ

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีคดีตัวอย่างอีกคดีหนึ่ง เมื่อศาลแขวงรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตัดสินให้สตรีคนหนึ่งจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 12,500 เหรียญให้กับอดีตสามีซึ่งขณะเกิดเหตุทั้งสองอยู่ในช่วงกระบวนการหย่าร้าง หลังจากเธอโพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊คว่า เธอถูกเขาทำร้ายร่างกาย

นาย Jeremy Zimet นักกฎหมายเชี่ยวชาญด้านคดีหมิ่นประมาทของสำนักงานกฎหมาย Slater and Gordon เชื่อว่าคดีหมิ่นประมาททางสื่อสังคมออนไลน์จะเข้ามาแทนที่คดีหมิ่นประมาณจากสิ่งพิมพ์ในรูปแบบของหนังสือ, การเผยแพร่ทางสื่อภาพทางโทรทัศน์และสื่อเสียงทางวิทยุในด้านของจำนวนการฟ้องร้อง

อินเทอร์เน็ตได้สร้างให้คนทั่วไปกลายเป็นผู้จัดพิมพ์และผู้ประกาศข่าว (publishers and news broadcasters) ในรูปแบบใหม่อย่างใช้ง่าย รวดเร็ว ทันใจ ที่คนทั่วไปสามารถโพสต์ข้อความคิดเห็นของตนและเผยแพร่สู่สาธารณชนในวงกว้าง และผลที่ตามมาก็คือข้อความหมิ่นประมาทให้ร้ายผู้อื่นจากความคิดมักง่ายของผู้กฎแป้นพิมพ์

นาย Zimet กล่าวว่า ในปีการเงินที่ผ่านมา สำนักงาน Slater & Gordon รับดำเนินคดีหมิ่นประมาท 48% เป็นคดีที่เกิดจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์   โดยส่วนใหญ่เป็นการให้ร้ายโดยผ่านสื่อเฟสบุ๊ค

เขากล่าวว่า คดีที่ถูกนำขึ้นศาลของสำนักงานล่าสุดคือคดีผู้เสียหายถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดอาญาอย่างร้ายแรง และอีกคดีเป็นคดีหมิ่นประมาณในเว็บล็อก

 นาย Andrew Farley (ภาพชั่วคราวจากจากนสพ. Central West Daily)

นาย Andrew Farley (ภาพชั่วคราวจากจากนสพ. Central West Daily)

สำหรับในคดีนาง Christine Mickle ฟ้องนาย Andrew Farley นำขึ้นสู่ศาลในปีที่แล้ว เขาเป็นบุตรชายของครูสอนวิชาดนตรีที่คนในเมือง Orange นับหน้าถือตาว่าเป็นคนสุภาพ แต่ด้วยโรครุมเร้ามากมายทำให้เขาต้องลาออกจากงานในปี 2008   โดยมีนาง Mickle ครูสอนดนตรีมากด้วยความสามารถและต้องการใช้ชีวิตในชนบทถูกว่าจ้างให้เข้ามารับหน้าที่แทน

ส่วนนาย Farley จบชั้น 10 จากจากโรงเรียน Orange High ในปี 2011 โดยเขาไม่ได้เรียนวิชาดนตรีจากนาง Mickle แต่อย่างใด

ในเดือนพฤศจิกายน 2012 เป็นเวลาที่นาย Farley ได้ใช้ทวิตเตอร์และเฟสบุ๊คโจมตีนาง Mickle อย่างต่อเนื่อง ด้วยการกล่าวหาว่าเธอแย่งงานไปจากบิดาของเขา และให้ร้ายเธอด้วยความเท็จต่าง ๆ นานา

ในเดือนพฤศจิกายน 2012 เช่นกันทนายความของนาง Mickle ได้มีหนังสือขอให้นาย Farley ลบข้อความใส่ร้ายออกไป แต่นาย Farley ได้วางเฉย จนกระทั่งหลังจากได้รับจดหมายฉบับที่สองในเดือนธันวาคม เขาจึงได้ยอมลบข้อความออกไป พร้อมขออภัยอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด

แต่เรื่องราวใส่ร้ายได้ถูกขยายไปทั่วเมือง ส่งผลกระทบต่อนาง Mickle ได้รับการต่อต้านจากคนในชุมชนและทำให้เธอได้รับความกดดันทางจิตใจ จนต้องลาหยุดงานบ่อยครั้ง แล้วในที่สุดจำต้องตัดสินใจลาออกจากงาน

ในวันที่ 3 มีนาคม 2014 ผู้พิพากษา Michael Elkaim แห่งศาลแขวงรัฐน.ซ.ว.ได้ตัดสินให้นาย Farley ชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการชดเชยความเสียหาย (Compensatory Damages) เป็นเงิน 85,000 เหรียญ และชดใช้ค่าเสียหายซ้ำเติม (aggravated damages) อีก 20,000 เหรียญ

jingjonews@hotmail.com



Categories: ข่าวออสเตรเลีย

Tags: , , , , ,

Leave a Reply

%d bloggers like this: